บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หมกมุ่นเล่นมือถือ มีส่วนตายเร็วขึ้น

กรกนก พงษ์ประดิษฐ์-ปิยวัฒน์ เกตุวงศา

กรกนก พงษ์ประดิษฐ์ กับปิยวัฒน์ เกตุวงศา 2 นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันรายงานถึงโครงการติดตามพฤติกรรมทางกายของคนไทย ในปี 2559 เจาะลึกในประเด็น “พฤติกรรมหน้าจอ...กับคุณภาพของเด็กและเยาวชนไทย”

ทั้งสองคนบอกว่า เวลานี้สังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะเด็กเกิดน้อย แม้ว่ารัฐบาลพยายามหาแนวทางต่างๆส่งเสริมให้คนไทยมีลูกเพิ่มขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต และชะลอความเร็วในการเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบของไทย

แต่จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากในหลายประเทศ พบว่า การส่งเสริมให้ประชาชนมีบุตร หรือเพิ่มจำนวนประชากรนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งในช่วงหลังแนวคิดเรื่องการเพิ่มคุณภาพของประชากรวัยเด็ก เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากกว่าจะไปเน้นที่เรื่องการเพิ่มจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว

คำถามมีอยู่ว่า แล้วพฤติกรรมหน้าจอ...ไปเกี่ยวข้องอย่างไรกับคุณภาพของประชากรในเมืองไทย

ทุกวันนี้พฤติกรรมหน้าจอ ไม่ว่าจอโทรศัพท์มือถือ จอแท็บเล็ต หรือจอคอมพิวเตอร์ กลายเป็นสิ่งที่เคยชินที่ใครๆก็ทำกันเป็นปกติในสังคม ไม่ว่าที่บ้าน ที่ทำงาน ห้องประชุม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ป้ายรถเมล์ สถานีรถไฟฟ้า สวนสาธารณะ แม้แต่ในห้องน้ำ หรือแทบทุกหนแห่ง ผู้คนต่างใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตตลอดเวลา เรียกได้ว่าอยู่ติดกับหน้าจอตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนเลย
ก็ว่าได้

จะว่าไปแล้วการมีพฤติกรรมหน้าจอ ไม่ว่าจะใช้เพื่อความบันเทิง การทำงาน หรือเรียนรู้ ถ้าลองสังเกตจากตัวเราเอง จะพบว่า ในระหว่างที่เรามีพฤติกรรมหน้าจอ ร่างกายจะมีการเคลื่อนไหวไปมาน้อยมาก ส่วนใหญ่เราจะมีพฤติกรรมที่นั่งนิ่ง หรือนอนอยู่กับที่ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Behavior)

พฤติกรรมที่ว่านี้ ถ้ามีมากเกินไป (คำแนะนำ คือ ควรมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ติดต่อกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง/ครั้ง และสะสมรวมกันไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง) นอกจากจะส่งผลเสียต่ออัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายน้อยลง ยังมีหลักฐานจากงานวิจัยยืนยันว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็น 1 ใน 4 สาเหตุหลักที่นำไปสู่การตาย จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

สำหรับเด็กและเยาวชน พฤติกรรมหน้าจอแค่ไหนถึงจะเรียกว่า อยู่ในระดับที่เหมาะสม

เรื่องนี้ทาง สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้หน้าจอที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงวัยต่างๆไว้ดังนี้

เด็กเล็กอายุ 0–18 เดือน ไม่แนะนำให้ใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ที่มีหน้าจอทุกชนิด

อายุ 18–24 เดือน (ขวบครึ่ง-สองขวบ) แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้ แต่มีข้อยกเว้นกรณีจำเป็น ให้ผู้ปกครองเลือกคัดสรรเฉพาะสื่อที่มีประโยชน์ให้

ถัดมา เด็กอายุ 2–5 ขวบ ให้ใช้ได้ ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง โดยมีข้อแม้ ผู้ปกครองควรอยู่ด้วยตลอดเวลา เพื่อให้คำแนะนำ

อายุตั้งแต่ 6–17 ปี ให้จำกัดเวลาการใช้ให้เหมาะสม โดยต้องไม่รบกวนกิจกรรมหลักๆที่พึงปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น การหลับนอน การมีกิจกรรมเคลื่อนไหวทางกายให้ครบ 60 นาทีต่อวัน การรับประทานอาหาร เรียนหนังสือ ทำการบ้าน การช่วยเหลืองานบ้าน รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ซึ่งรวมแล้วควรใช้เวลาจ้องอยู่หน้าจออุปกรณ์ต่างๆ สูงสุดแค่ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

ทีนี้ลองมาดูว่า ทุกวันนี้ เด็กไทยมีพฤติกรรมจ้องเขม็งหน้าจอกันมากน้อยเพียงใด

ทั้งกรกนกและปิยวัฒน์ บอกว่า จากผลการสำรวจพฤติกรรมหน้าจอของเด็กไทยครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

พบว่า เด็กอายุระหว่าง 6-17 ปี ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยการใช้หน้าจอเพื่อความบันเทิง นานถึงวันละ 3 ชั่วโมง ที่น่าเป็นห่วงก็คือ จำนวนชั่วโมง ที่เด็กใช้หน้าจอต่อครั้งสูงที่สุดนานถึง 7 ชั่วโมงติดต่อกัน ขณะที่ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่ใช้งานอยู่ในช่วง 17.00-21.00 น.

ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า เด็กไทยมีจำนวนชั่วโมงพฤติกรรมหน้าจอเกินกว่าคำแนะนำมากถึง 1 ชั่วโมง/วัน ในทางกลับกันเด็กไทยก็มีกิจกรรมทางกายเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 42 นาทีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าคำแนะนำ 18 นาทีต่อวัน

ข้อค้นพบนี้ คล้ายเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ปกครองหันมาตระหนักและให้ความเอาใจใส่ถึงความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะการที่ผู้ปกครองหยิบยื่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้บุตรหลาน เพียงเพื่อหวังให้พวกเขาอยู่นิ่งๆ ไม่ดื้อ ไม่ซน ให้อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยเลี้ยงบุตรหลานแทนตน หรือปล่อยให้ใช้โดยปราศจากการควบคุม

รวมทั้งความเชื่อผิดๆที่ว่า การที่บุตรหลานสามารถเล่นสมาร์ทโฟน หรือใช้แท็บเล็ตได้ด้วยตนเอง เป็นเรื่อง ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่หารู้ไม่ว่า ความคิดหรือความเชื่อเช่นนี้ เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ที่กำลังทำร้ายบุตรหลานของท่านโดยไม่รู้ตัว

ปิยวัฒน์บอกว่า เมื่อครั้งที่เขาเคยมีส่วนร่วมกับโครงการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมทางกายภายในโรงเรียน พบว่า หัวใจสำคัญของแนวคิด “โรงเรียนฉลาดเล่น” อยู่ที่ทั้งครูและเด็กนักเรียน ได้ร่วมกันเรียนรู้ และสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆอย่างมีชีวิตชีวา

นอกจากการเล่นอย่างชาญฉลาด จะช่วยพัฒนาทางด้านร่างกายแก่เด็ก ผลสำรวจยังชี้ชัดด้วยว่า สามารถพัฒนาเด็กได้ในอีก 5 มิติ

คือ ทำให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา พัฒนาทางด้านอารมณ์และสังคม พัฒนาด้านการสื่อสารและทักษะชีวิต รวมทั้ง ช่วยพัฒนาความสามารถทางวิชาการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของเด็กในการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 และแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0

โครงการวิจัยฯดังกล่าวนี้ ใช้เวลาดำเนินการ 3 ปี โดยคัดเลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จาก 12 โรงเรียน ที่มาเข้าร่วม และเก็บข้อมูลไปจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้เด็กไทยวิ่งเล่นทุกวัน วันละ 60 นาที เพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง หรือไม่ให้เด็กนั่งนิ่งต่อเนื่องกันนาน 60 นาที รวมทั้งช่วยลดพฤติกรรมหน้าจอ ให้เหลือไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

โดยนำรูปแบบโรงเรียนฉลาดเล่น 3 รูปแบบ ให้โรงเรียนแต่ละแห่งเลือกนำไปใช้ตามบริบทของตน เช่น เน้นส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในทุกโอกาสของแต่ละวัน รวมถึงในห้องเรียน โดยปรับพื้นที่การเรียนการสอน ปรับนโยบาย เน้นให้ครูและนักเรียนเรียนรู้ร่วมกัน (Active Learning together)

รูปแบบที่สอง เน้นส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในช่วงเวลาพัก เวลาว่าง และชั่วโมงกิจกรรม หรือจะเลือกใช้โมเดลที่ 3 เน้นส่งเสริมพื้นที่สำหรับการวิ่งเล่นและการเคลื่อนไหวร่างกายภายใต้กิจกรรมที่เน้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางร่างกาย

ภายใต้กิจกรรมที่เน้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางร่างกายไม่เนือยนิ่งนานต่อเนื่อง และละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ มามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันบ้าง ไม่ว่าเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ หรือใครก็ตาม ล้วนเป็นการปิดประตูนำไปสู่การตายก่อนวัยอันควร จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งสิ้น.