วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขอนแก่นจัดเต็ม ปั้นชุมชนสู่ถนนเที่ยว

ช่วงวันเวลาที่ท่องเที่ยวไทยมีแต่จะก้าวไกล สิ่งหนึ่งซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ นั่นก็คือการหมั่นหาสินค้าพร้อมขายมาเพิ่มเสริม และแตกแยกย่อยจากตัวสินค้าหลักจากธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ โบราณสถาน และกิจกรรมประเพณี มาบรรจุใหม่...

อาทิ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พื้นที่ทะเลสำหรับเล่นกีฬาทางน้ำ แหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา เชิงสุขภาพบำบัด และอื่นๆอีกมากมาย

นอกจากนี้ ยังแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ง่ายต่อการทำตลาด เช่น กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ กลุ่มหนุ่มสาววัยทำงาน ตลอดจน Gen Y ในโลกดิจิทัล กลุ่มสตาร์ตอัพ ของนักธุรกิจแนวใหม่

ชาญยุทธ เศวตสุวรรณ ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานขอนแก่น มองว่าแม้แหล่งท่องเที่ยวและกลุ่มนิยมท่องเที่ยวหลากชนิดจะเพิ่มขึ้น แต่ขณะนี้เทรนด์ท่องเที่ยวได้ถูกปรับเข้าสู่สังคมยุคใหม่ สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว ย่อมมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว

“ผมมองว่าขณะกลุ่มคนรุ่นใหม่เกิดกระแสนิยมท่องเที่ยวไปยังชุมชนที่เคยสันโดษต่อวิถีที่เคยดำรงกันมา แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นสังคมเมืองไปแล้ว ผมกลับพบว่ายังมีคนรุ่นใหม่อีกไม่น้อยปฏิเสธที่จะเลือกไปท่องเที่ยวยังสถานที่เหล่านั้น กลุ่มนี้สมัครใจจะไปหาประสบการณ์ด้านท่องเที่ยว ภายในชุมชนที่มั่นคงต่อการรักษาวิถีเดิมๆ มากกว่าวิถีที่ถูกเปลี่ยนแปลง”

ชาญยุทธ กล่าวราวกับได้รับความเป็นจริงบางอย่างจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มในสังคมปัจจุบัน ที่ดูเหมือนจะบังเอิญให้สอดรับกับกลยุทธ์การขายไทยเที่ยวไทย ตามแผนตลาดของ ททท.ปีนี้ตรงจุดขาย “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ สไตล์ลึกซึ้ง” ซึ่ง ททท.ขอนแก่น ก็ได้กำหนดทิศทางด้วยวิธีการคัดเลือกเอาชุมชนที่มีความโดดเด่นด้านวิถีการดำเนินชีวิต และเข้มแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ตนเอง ไว้เป็นทางเลือกนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

ความพร้อมของการเสนอขายบนเส้นทางถนนคนเที่ยวสู่วิถีชุมชน ก่อกำเนิดจากการผนวกเมืองหลักและเมืองรองมาเป็นจุดยุทธศาสตร์เปิดถนนคนเที่ยว อันได้แก่ เมืองดอกคูนเสียงแคนขอนแก่นเป็นแกนนำ มีเมืองรองตักศิลานครมหาสารคาม ที่ไม่ห่างบึงพลาญชัยร้อยเอ็ด และถิ่นแพรวากาฬสินธุ์ เป็นเครือข่ายร้อยรวมอยู่ในสารบบเดียวกันคือ “ร้อยแก่น สารสินธุ์”

ชาญยุทธเริ่มเปิดคัมภีร์ที่มีตำนานเล่าขานถึงเรื่องราวอันเกี่ยวกับชุมชนที่ได้รับการคัดสรรค์ให้มาเป็นสินค้าและจุดหมายปลายทางของถนนคนรักเที่ยววิถีชุมชน

เริ่มปักหมุดกันที่นครขอนแก่น...ตรง “ชุมชนสาวะถี” ในเขตตัวเมือง ชุมชนนี้มีอายุกว่า 200 ปี มีครัวเรือนประมาณ 3,885 ครัวเรือน อาชีพหลักทำนายังชีพ แต่ก็เพิ่มมูลค่าเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายสินค้าโอทอป เช่น แจ่วบอง ข้าวแตนน้ำแตงโม ข้าวฮางงอก ผ้าทอมือลายมัดหมี่

เอกลักษณ์วัฒนธรรมที่เสมือนเสน่ห์ประดับชุมชน คือเป็นแหล่งชุมนุมเหล่าหมอลำอีสาน ซึ่งขอนแก่นมีศิลปินแขนงนี้อยู่ร่วม 300 คณะ ขณะที่สาวะถีมีหมอลำโสภา พลตรี ผู้มากความสามารถในการลำสอดแทรกแนวคิดทางการเมืองได้อย่างเฉียบขาด เมื่อช่วงระหว่างปี 2483 แต่สุดท้ายเขากลับถูกทางการจับยัดคุก และตายไปอย่างปริศนาในเวลาต่อมา ทิ้งไว้แต่ชื่อเสียงให้ชาวสาวะถีร่ำรำลึกถึง...

แม้แต่วันนี้สาวะถียังได้ชื่ออีกว่าคือถิ่นสืบสานตำนานหมอลำอีสานกันต่อๆมา โดยแทบจะกล่าวได้ว่า แทบทุกครัวเรือนของชาวสาวะถีจะต้องมีหมอลำในครอบครัวนั้นรวมอยู่ด้วย!

ด้านพิธีกรรมคนถิ่นนี้ต่างยึดอยู่กับการทำพิธี “เสียเคราะห์” หรือสะเดาะเคราะห์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ณ บริเวณ “สิม” คือโบสถ์แห่งวัดไชยศรี ที่กลางชุมชน สิมที่ว่านี้ดูงดงามตามศิลปะอีสาน มีภาพจิตรกรรมฝาผนังจากสกุลช่างมหาสารคามปรากฏอยู่ทั้งภายในและภายนอก

ทางด้านตักสิลามหาสารคามเป็นแหล่งทอเสื่อกกขึ้นชื่อของชุมชนบ้านแพง อ.โกสุมพิสัย ที่ทำกันมานานกว่า 100 ปี แต่เดิมใช้ต้นผือคือกกสามเหลี่ยมชนิดหนึ่งเป็นวัตถุดิบ และทอกันเป็นเครื่องใช้ครัวเรือน แล้วนำไปแลกเป็นเครื่องใช้จากชุมชนกันเองกับละแวกใกล้เคียง

ต่อมาหันมาใช้ต้นกกไหล ด้วยเหมาะแก่การทอเสื่อผืนขายเป็นสินค้าสู่ตลาด ชุมชนนี้มีการบริหารจัดการเพื่อรับนักท่องเที่ยว ด้วยการชวนนั่งรถอีแต๋นแล่นชมรอบๆชุมชน แล้วแวะศูนย์หัตถกรรมชมการทอเสื่อกก หรือจะลงมือทอด้วยตนเอง (DIY) แบบท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

มุ่งหน้าไปที่จังหวัดร้อยเอ็ด ปฐพีที่อดีตสุดแสนกันดารตรงทุ่งกุลา ด้วยผืนดินต่างแล้งแห้งแตกระแหง และร้อนผ่าวระอุไอ ขนาดชนชาวกุลาผู้ที่ถูกจัดว่ามีน้ำอดน้ำทนเป็นเลิศ ยังต้องระงมร่ำไห้เมื่อต้องเดินฝ่าปฐพีผืนนี้ จนกลายเป็นที่มาของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” ไปในที่สุด

ในความเป็นจริงเมื่อปี 2446 มีชาวบ้านหัวช้าง เมืองจตุรพักตรพิมาน 10 ครัวเรือน หนีการปกครองแบบกดขี่มายังทุ่งที่กุลาเคยร่ำไห้ พลันได้พบซากโบราณสถานขอม ลักษณะเป็น “กู่” คือปราสาท มีประติมากรรมรูปสิงห์ประดับปากทางเข้ากับหมู่กาอาศัยอยู่ จึงตัดสินใจปักหลักอาศัยทำกินกันอยู่ตรงนั้น เรียกชุมชนตนเองว่า “กู่กาสิงห์”

ชาญยุทธ ยอมรับว่าชุมชนแห่งนี้มีศักยภาพต่อการผลักดันขึ้นเป็นถนนคนเที่ยววิถีชุมชน ด้วยมีเรื่องเล่าขานสมัยขอมเรืองอำนาจมาถึงถิ่นนี้ เมื่อระหว่างปี 1550-1630 และมี “งานประเพณีสรงกู่บูชาเทพ” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทุกปี กับมีการดำเนินชีวิตที่ผูกพันอยู่กับสังคมเกษตร

ได้ผลผลิตลือชื่อคือข้าวหอมมะลิจากทุ่งลาฯ แล้วยังมีงานทอผ้าไหมเป็นสินค้าประจำถิ่น มีเฮือนแรมคืนโฮมสเตย์ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นอนนับเดือนแลดาว

แล้วก็ไปที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ถิ่นผ้าทอแพรวากลางเทือกเขาภูพาน ที่เมืองนี้มี “ชุมชนวัฒนธรรมผู้ไทบ้านโคกโก่ง” ต.กุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ อยู่ระหว่างผืนป่าโอบล้อมให้ห่มหนาว กับมีน้ำตกและสายน้ำ

ชุมชนเป็นชนเผ่าผู้ไทที่ใช้ชีวิตตามวิถีเกษตรปลอดสารพิษเพื่อบริโภคและจำหน่าย ครรลองของชีวิตต่างยึดมั่นอยู่กับประเพณี และพิธีกรรมตามบรรพบุรุษ เช่น พิธีเหยาขอขมาผีประจำชุมชนช่วยรักษาผู้เจ็บป่วย พิธีเลี้ยงผีเซื้อซึ่งเพื่อขอบคุณวิญญาณบรรพบุรุษ กับบูชาหอมเหศักดิ์ที่อยู่ของผีผู้คุ้มครองชุมชน

ชุมชนแห่งนี้ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมจาก ททท.ถึง3 ครั้งเมื่อปี 2543, 2551 และ 2556 จึงสามารถยืนยันถึงความพร้อมในการนำมาใช้เป็นสินค้า เพื่อขายเป็นเส้นทางเชื่อมถนนคนเที่ยวสู่ชุมชนได้อย่างไม่น่ารังเกียจรังงอน เหมือนชุมชนที่ถูกย่อยสลายมลายไปกับวิถีสุดเว่อร์แบบฟินๆ...

จนเกือบจะไร้ร่องรอยเก่าก่อนมากขึ้นทุกวันแล้ว

ถนนคนเที่ยวสู่ชุมชนในสารบบ “ร้อยแก่น สารสินธุ์” นับเป็นอีกบริบทหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่จะช่วยเพิ่มพูนมูลค่าแห่งชีวิตให้แก่ผู้มีลมหายใจอยู่กลางชุมชนทั้งสี่จากเม็ดเงินที่ได้รับ ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายซึ่งผ่านมือนักท่องเที่ยว ขณะที่นักท่องเที่ยวเองก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตนเอง ด้วยประสบการณ์ที่ค้นหาได้ภายในชุมชนและจากชาวชุมชน

สังคมคนเมืองกับชาวพาราชนบทจะถ่างห่างหรือใกล้ชิดสมานฉันท์กันนั้น มันต้องเริ่มจากการ “จัดเต็ม” และ “เติมเต็ม” ก่อนจะพุ่งเข็มไปสู่คำว่า “ประชารัฐสุขใจ”.