บริการข่าวไทยรัฐ

มาตุภูมิสังฆราชา เรียบง่ายสงบงาม

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 เป็น วันพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ท่ามกลางเสียงอนุโมทนา “สาธุ” ของชาวไทย

หลังสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระนามว่า “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ” พุทธศาสนิกชนต่างให้ความสนใจเป็นที่ยิ่ง

มาตุภูมิของท่านอยู่จังหวัดราชบุรี มีนามเดิมว่าอัมพร ประสัตถพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2470 ณ หมู่บ้าน ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี โยมบิดาชื่อนับ โยมมารดาชื่อตาล ประสัตถพงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย

“ผมบวชเณรอยู่ด้วยกันครับ” นายบุญธรรมบอก

นายบุญธรรม สุขใจดี เอ่ยพลางชี้ให้ดูกุฏิอาคารสองชั้น ในอดีตเคยจำพรรษาอยู่ร่วมกับสามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ หรือสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วันนี้นายบุญธรรมเข้ามาทำบุญวันคล้ายวันเกิดที่วัดตรีญาติ ท่ามกลางความปีติที่อดีตสามเณรที่เคยจำพรรษาอยู่กุฏิเดียวกันได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ปีนี้ “ผมอายุ 90 ปีพอดี ตอนบวชเณรผมอายุประมาณ 16-17 ปี ท่านบวชมาก่อนผม ผมมาบวชทีหลัง แต่ได้มาอยู่กุฏิเดียวกัน ราวปี พ.ศ.2486 เราเรียนหนังสือ ว่างก็ช่วยกันถางหญ้าถางพงไปตามเรื่อง สมัยก่อนวัดยังไม่ได้พัฒนาเหมือนเดี๋ยวนี้”

ข้อวัตรปฏิบัติของเณร “ตื่นเช้ามา ผมเดินบิณฑบาตไปทางบก ท่านออกไปทางน้ำ หน้าวัดเราติดแม่น้ำแม่กลอง ช่วงหนึ่งผมไม่สบายปวดในท้องออกบิณฑบาตไม่ได้ ท่านก็บิณฑบาตเลี้ยงผมอยู่นานเหมือนกัน” นายบุญธรรมเอ่ยพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“ท่านจะจำได้หรือไม่ได้ผมไม่รู้นะ แต่ผมประทับใจในความเอื้อเฟื้อของท่าน”

วัดตรีญาติที่อดีตสามเณรอัมพร และสามเณรบุญธรรมบวชอยู่ด้วยกันนั้น ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ต.พงสวาย อ.เมือง จ.ราชบุรี เป็นวัดสายธรรมยุต ด้านทิศตะวันออกติดริมแม่น้ำแม่กลอง แม้จะเป็นวัดเล็กๆ แต่บรรยากาศร่มรื่น ทางเข้าเขตอาคารที่พักพระสงฆ์ด้านทิศตะวันออกมีซุ้มประตู 2 ซุ้ม ซุ้มฝั่งเหนือมีอักษรเขียนเหนือซุ้มว่า “ทุ ส นิ ม” ย่อมาจากหลักธรรมแห่งพุทธองค์ คำว่าทุ มาจากคำว่าทุกข์ ส มาจากคำว่าสมุทัย นิ มาจากคำว่านิโรธ และ ม มาจากคำว่ามรรค รวมแล้ว คืออริยสัจ 4 ธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นัยหนึ่งคือ หัวใจของพระพุทธศาสนา

ส่วนฝั่งใต้เขียนอักษรย่อเหนือซุ้มว่า “อิ สะ วา สุ” ลุงบุญธรรมบอกว่า คือหัวใจของ “อิติปิโส” ซึ่งเป็นบทสวดอันเป็นมงคลที่พุทธศาสนิกชนรู้จักและท่องกันได้เป็นอย่างดี

เมื่อลอดซุ้มฝั่งใต้เข้าไปพบกุฏิหลังแรกมีป้ายเขียนไว้ในกรอบโบราณว่า “ชำนาญวิรุณกุฏิ สร้าง พ.ศ. 2479” กุฏิหลังนี้เอง ในอดีตสามเณรบุญธรรมและสามเณรอัมพรอาศัยอยู่

ลักษณะเป็นอาคารสองชั้น ปัจจุบันไม่มีพระภิกษุ สามเณรรูปใดเข้าไปอาศัย เดินขึ้นไปด้านบนสามารถมองลอดใบไม้ออกไปด้านทิศตะวันออกเห็นแม่น้ำแม่กลองล่องไหล ทิศเหนือเห็นหอระฆังเพิ่งสร้างใหม่โดดเด่น

“หอระฆังนี้ท่านมาสร้างไว้ ท่านมาวัดทุกปี มาทำบุญให้ตระกูลของท่านในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ และงานบุญอย่างสงกรานต์และงานบุญอื่นๆ ผมเจอท่านทุกปี” ลุงบุญธรรมเล่าด้วยรอยยิ้ม และยังบอกว่า “ผมบวชอยู่แค่ 2 พรรษาก็สึกออกไปทำงาน ส่วนท่านไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ”

เส้นทางของอดีตสามเณรบุญธรรม ลาร่มกาสาวพัสตร์ไปทำงานและมีครอบครัวตามวิสัยโลก ส่วนสามเณรอัมพรเข้ากรุงเทพฯบวชเรียนตามวิสัยธรรม นาทีที่รู้ข่าวว่า สามเณรที่เคยบวชเรียนและพักอยู่กุฏิเดียวกันได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช “ผมดีใจครับที่ท่านได้เป็นถึงสมเด็จพระสังฆราช สมัยที่ท่านเป็นสามเณรอยู่ ท่านเป็นคนสนใจในการเรียนรู้มาก หน้าที่ของท่านอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยดูแลครูบา อาจารย์ที่เดินทางมาสอนหนังสือจากกรุงเทพฯ”

ออกจากวัดตรีญาติไปประมาณ 2 กม. เข้าไปบ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 1 ต.บางป่า อ.เมือง พบนายสวัสดิ์ ประสัตถพงศ์ อายุ 80 ปี น้องชายคนที่ 6 ของสมเด็จพระสังฆราช นายสวัสดิ์ย้อนอดีตให้ฟังว่า บ้านเดิมนั้นเป็นบ้านสองชั้นหลังคามุงจาก ต่อมาลูกๆช่วยกันสร้างบ้านให้เตี่ยกับแม่อยู่ใหม่ในพื้นที่เดิม

“อายุผมห่างกับท่านหลายปี ผมจำความได้ท่านก็บวชอยู่ที่วัดตรีญาติแล้ว สมัยนั้นผมไปวิ่งเล่นที่วัดเจอท่านอยู่ประจำ” พร้อมเสริมว่า เตี่ยเป็นคนไทยเชื้อสายจีน “แซ่ตัน” ประกอบอาชีพค้าขาย “สมัยนั้นเตี่ยรับของจากราชบุรี พายเรือไปขายที่อัมพวา การเดินทางสมัยก่อนไม่ได้รวดเร็วเหมือนสมัยนี้ แม้จะอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ไปกลับก็เป็นวัน”

เมื่อถามว่าทำไมสมเด็จพระสังฆราชจึงไปเรียนที่ลพบุรีก็ได้รับคำตอบว่า “พี่ชายของแม่เป็นทหารอยู่ลพบุรี ท่านจึงไปเรียนและจบชั้นประถมศึกษาจากที่นั่น”

ดังประจักษ์กันทั่วไปว่า หลังจบชั้นประถมศึกษาท่านก็เข้าเส้นทางธรรม โดยบวชเณรที่วัดสัตตนารถปริวัตร วัดฝ่ายธรรมยุต แล้วกลับมาจำพรรษาและเรียนอยู่วัดตรีญาติ ก่อนที่จะไปจำพรรษาอยู่วัดราชบพิธฯ

ท่านบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี 2480 ณ วัดสัตตนารถปริวัตร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เจ้าคณะจังหวัดราชบุรีเป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วมาจำพรรษาอยู่วัดตรีญาติ จนถึงปี พ.ศ. 2490 ได้ย้ายมาจำพรรษาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2491 ณ มหาพัทธสีมาวัดราชบพิธฯ โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสนมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ และท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ด้านการศึกษา สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค พ.ศ.2493 และจบปริญญาโท ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ประเทศอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.2512

สมณกิจที่สำคัญๆ เช่น ปี พ.ศ.2509 เข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ และเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ระหว่างการศึกษาทางธรรม สมเด็จพระสังฆราชมักเดินทางไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่เนืองๆ เรื่องนี้น้องชายสมเด็จพระสังฆราชบอกว่า “ท่านไปหาพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร อยู่บ่อยๆ สมัยผมเรียนหนังสือ ผมไปอยู่กับท่าน เคยไปหาพระอาจารย์ฝั้นกับท่านด้วย”

และ “ครั้งหนึ่งอาจารย์ฝั้นถามผมว่า รู้ไหมว่าพุทโธอยู่ที่ไหน ผมเหงื่อแตกเลย เพราะไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไรดี แล้วอาจารย์ท่านก็บอกว่า พุทโธอยู่ที่ใจ”

สำหรับข้อวัตรต่างๆ น้องชายบอกว่า แต่ละปีท่านจะกลับมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับคนในตระกูลที่ล่วงลับ และงานบุญสำคัญอื่นๆ ท่านเป็นพระที่สมถะ เรียบง่าย และโอบอ้อมอารีกับญาติมิตรเป็นอย่างดี

เมื่อพี่ชายได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช “ดีใจครับ เพราะท่านมีข้อวัตรงดงาม ไม่มีสิ่งใดบกพร่อง ด้านการศึกษาเรียนรู้ ท่านก็มีความรู้สูง และยังมีประสบการณ์การทำงานมาเป็นอย่างดี”.