บริการข่าวไทยรัฐ

“แม่มัธยม..มีลูกประถม” อีกปมปัญหาสังคมไทย

ทุกวันนี้นอกจาก “เกิดน้อย ด้อย คุณภาพ” คือหนึ่งในสถานการณ์ล่าสุดของประชากรที่สังคมไทยกำลังเผชิญ ยังมีเรื่อง “คุณแม่วัยมัธยม มีลูกเรียนประถม” เป็นอีกปมปัญหาซ้อนปัญหา

จากสถิติการคลอดบุตรของ “แม่วัยรุ่น” ในเมืองไทย เมื่อปี 2557 พบว่า มีวัยรุ่นหญิงซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลมากถึง 120,000 คน

หรือเท่ากับในแต่ละวัน มีทารกเกิดใหม่จากแม่ที่ยังเป็นวัยรุ่น เฉลี่ยถึงวันละ 334 คน และมีวัยรุ่นหญิงไทยอายุ 15-18 ปี ที่คลอดบุตรซ้ำเป็นครั้งที่สองอีกปีละ 14,338 คน

กรณีเดียวกัน เมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียน และติมอร์เลสเต ปัญหา “แม่วัยรุ่น” อายุ 15-19 ปี ของอาเซียน และติมอร์ฯ มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 44 คน ต่อประชากรวัยรุ่น 1,000 คน

ทำให้ “แม่วัยรุ่น” ของ ไทย นอกจากติดอยู่ในอันดับที่ 6 ของภูมิภาคนี้ ยังมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคด้วย เพราะเมืองไทยมีจำนวนแม่วัยรุ่นเฉลี่ย 45 คน ต่อวัยรุ่น 1,000 คน

โดยมี “แม่วัยรุ่น” จาก ลาว นำโด่งมาเป็นที่ 1 ด้วยอัตรา 66 คน ต่อประชากรวัยรุ่น 1,000 คน

ตามด้วยอันดับ 2 ฟิลิปปินส์ มีแม่วัยรุ่น 57 คนต่อประชากรวัยรุ่น 1,000 คน อันดับ 3 อินโดนีเซีย 52 คน ต่อประชากรวัยรุ่น 1,000 คน อันดับ 4 ติมอร์ฯ อันดับ 5 กัมพูชา อันดับ 7 บรูไน อันดับ 8 เมียนมา อันดับ 9 มาเลเซีย และอันดับ 10 ประเทศที่มีปัญหาแม่วัยรุ่นเกิดขึ้นน้อยสุดในภูมิภาคนี้ คือ สิงคโปร์

ที่มาของปัญหา “แม่วัยรุ่น” อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากสภาพแวดล้อม สภาพความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัว ยังอาจเกิดขึ้นจากวุฒิภาวะ เพราะจากการสำรวจและทำวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบข้อมูลน่าทึ่งว่ามีหลายความคิดที่สะท้อนให้เห็นว่า วัยรุ่นไทยจำนวนไม่น้อยยังละอ่อน หน่อมแน้ม หรือไร้เดียงสาทางเพศอยู่อีกหลายเรื่อง!!!

เช่น เข้าใจว่าการสำเร็จความใคร่ หรือช่วยตัวเอง ถือว่าเป็นโรคจิต, การที่คบเป็นแฟนกันสามารถมีอะไรกันได้, การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ไม่ทำให้ท้อง, การหลั่งอสุจิข้างนอกของฝ่ายชายไม่ทำให้ฝ่ายหญิงท้อง, การช่วยตัวเองบ่อยทำให้เป็นหมัน

หรือแม้แต่ความเข้าใจผิดๆว่า การที่ทอม (หญิงรักหญิง) ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย จะทำให้หายเป็นทอม หรือถ้าใช้กำลังทำร้ายผู้ที่เป็น กะเทย เพื่อให้กะเทยผู้นั้นโกรธจัด และฮึดขึ้นสู้ จะทำให้หายเป็นกะเทย!!!

ความคิดอ่านอ่อนต่อโลกเช่นนี้ ถ้าเกิดขึ้นกับวัยรุ่น ในเขตป่าเขา ทุรกันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่เคยได้เรียนหนังสือ ไม่เคยเห็นหนังสือพิมพ์ หรือดูทีวี...ก็ไม่น่าแปลก แต่มันน่าอนาถตรงที่เป็นความคิดของ “วัยรุ่นไทย” ที่อยู่ท่ามกลางความศิวิไลซ์จำนวนไม่น้อย...

สอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่า ปัจจุบันมีวัยรุ่นไทยเกินกว่าครึ่ง หรือประมาณ 65% ที่ยังไม่ทราบถึงวิธีการคุมกำเนิด และไม่ทราบวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีเพียง 35% เท่านั้นที่ทราบ จึงไม่น่าแปลกใจ ทำไมทุกวันนี้สังคมไทย จึงมี “คุณแม่วัยใส” ไม่ก็ “แม่วัยมัธยม ลูกวัยประถม” เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

“ปัญหานี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่รู้จักตนเอง และฝ่ายตรงข้ามดีพอ ทักษะชีวิตยังไม่ดีพอ และการที่สังคมไทยยังมีความเชื่อว่า เรื่องทางเพศเป็นเรื่องน่าอับอายที่ควรปิด”

ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความเห็น

เขาบอกว่า ปัญหาท้องในวัยรุ่นเป็นเรื่องที่รัฐบาลทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คุณภาพของประชากรด้อยลงไปเรื่อยๆ

“ปัญหานี้ถ้าไม่เกิดขึ้นกับครอบครัวใดจะไม่รู้สึก เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทั้งเด็กที่มีผลการเรียนดี อยู่ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง หรือเกิดขึ้นกับเด็กที่มีผลการเรียนแย่ และมีครอบครัวที่ไม่อบอุ่น”

ผอ.ศิริเกียรติบอกว่า การจะห้ามไม่ให้วัยรุ่นแอบไปมีเพศสัมพันธ์กัน เป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก เพราะวัยรุ่นหลายคู่อยู่ในภาวะที่ฮอร์โมน หรือสภาพแวดล้อมพาไป ดังนั้น พ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือครูอาจารย์ จึงต้องหันมาสื่อสารเชิงบวกในเรื่องเพศกับบุตรหลานที่เป็นวัยรุ่น และต้องเปิดใจรับฟังวัยรุ่นให้มากขึ้น

“ปัจจุบันกฎหมาย คือ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 กำหนดคำนิยามไว้ว่า วัยรุ่น หมายถึง ผู้ที่มีอายุเกิน 10 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ผู้ที่มีอายุ 10 ปี ถ้าเรียนหนังสือก็อยู่ประมาณชั้น ป.4 การที่กฎหมายเขียนไว้เช่นนี้ ก็เพราะเดี๋ยวนี้เด็กไทยวัย 10 ขวบ ก็แอบไปมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว เราจึงต้องเริ่มสกัดปัญหา โดยให้ความรู้เรื่องเพศกันตั้งแต่วัย 10 ขวบ”

ทพ.ศิริเกียรติบอกว่า วัยรุ่นสมัยนี้มีการเรียนรู้ข้อมูลรอบด้านเยอะ แต่สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดและวิเคราะห์เหตุผลยังไม่สมบูรณ์ดี

จะสมบูรณ์เต็มที่ก็ต่อเมื่อคนเรามีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไป วัยรุ่นจึงมักชอบทำอะไรไปตามสัญชาตญาณ ความตื่นเต้น เร้าใจ

ดังนั้น เมื่อวัยรุ่นอยากมีเพศสัมพันธ์ขึ้นมา เราจึงต้องสอนให้พวกเค้า (ทั้งหญิงและชาย) หัดรู้เท่าทันความคิดของตน และหาทางชะลอ หรือป้องกันปัญหาที่จะตามมาอย่างเป็นขั้นตอน ไม่ใช่ปล่อยไปเลยตามเลย

“สมัยนี้นอกจากผู้ใหญ่ต้องรับฟังเด็กมากขึ้น ยังต้องตามให้ทันว่า วัยรุ่นเค้าคิดกันยังไง ควรหาเวลาคุยกับลูกหลานวัยรุ่นบ้าง ให้เค้าได้เล่าบ้างว่า เค้าคิดอย่างไร และทำอะไรไปบ้าง ที่สำคัญเราควรสอนเรื่องเพศแก่ลูก เหมือนกับที่เคยสอนให้ลูกกินข้าว ข้ามถนน หรือสอนให้รู้จักระวังคนแปลกหน้า”

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์ อดีต ผอ.โรงพยาบาลน่าน ปัจจุบันเป็นประธานจริยธรรม ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย มองว่า ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ต้องแก้ไขตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“ต้นน้ำ คือ ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน กลางน้ำ คือ สภาพแวดล้อม เช่น ที่ลับตาคน ตามสวนสาธารณะ หรือแหล่งเสื่อมโทรม ส่วนปลายน้ำ ก็คือ เด็กท้องแล้ว เราจะมีวิธีเยียวยาหาทางออกกันอย่างไร”

เขาบอกว่า ถ้าครอบครัว โรงเรียน หรือชุมชน เห็นว่าปัญหานี้ยังเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง หรือยังไม่น่าเป็นอะไรหรอก นั่นเท่ากับกำลังเปิดช่องโหว่ให้ปัญหารอดเข้ามาเป็นโพรงใหญ่

“จากประสบการณ์ที่ผมเป็นสูตินรีแพทย์มาหลายสิบปี บอกได้เลยว่า วัยรุ่นทั้งหมด คือกลุ่มเสี่ยง อย่าไปนึกว่าเด็กที่เรียบร้อยจะไม่เป็นอะไร ที่เด็กเรียน หรือเด็กเรียบร้อยพลาด ก็เพราะไม่รู้ ไม่ทัน ปฏิเสธก็ไม่เป็น พ่อแม่เองก็คิดไม่ถึง พอรู้อีกทีถึงกับช็อก บางรายต้องพาลูกไปซ่อนตัวที่อื่น รอให้คลอดก่อน ค่อยกลับมา”

คุณหมอพิษณุบอกว่า พ.ร.บ.วัยรุ่นที่เพิ่งประกาศใช้ น่าจะเป็นความหวังได้ เพราะได้กำหนดบทบาทหน้าที่ความร่วมมือกันถึง 5 กระทรวง มีมาตรการที่จะรับฟังเด็กอย่างเข้าใจ ไม่ตำหนิ รักษาความลับและเปิดโอกาสให้วัยรุ่นเลือกตัดสินใจเองได้ด้วย

“ในสถานการณ์จริง เวลาที่เด็กท้องขึ้นมาแล้ว ทั้งที่อยากจะปรึกษากับพ่อ แม่ ผู้ปกครองมากที่สุดถึง 58% แต่พอเอาเข้าจริง เด็กกลับกลัวว่าพ่อ แม่ จะเสียใจ ตำหนิ หรือรับไม่ได้ วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ถึง 51% จึงมักจะหันไปปรึกษากับเพื่อนสนิทแทน ถ้าชี้แนะกันถูกทางก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น”

“สรุปแล้ว ต้องใช้เพศวิถีศึกษาเข้าไปครอบคลุมในทุกมิติ สอนให้วัยรุ่นรู้ตั้งแต่วิธีการหลีกเลี่ยง เช่น ไม่ควรไปในที่ลับตาคนสองต่อสอง สอนให้รู้จักต่อรองเป็น เมื่อถูกขอมีเพศสัมพันธ์ และขั้นสุดท้าย ถ้าต่อรองแล้ว ยังไม่ได้ผล ต้องสอนให้รู้จักใช้ถุงยางอนามัย ป้องกันการตั้งครรภ์”.