บทสุดท้ายรถเอ็นจีวี ใครพระเอกใครผู้ร้าย - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

บทสุดท้ายรถเอ็นจีวี ใครพระเอกใครผู้ร้าย

ไม่รู้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจาก ไหน นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลรถเอ็นจีวี 489 คัน กับ ขสมก. ถึงหาญกล้าดับเครื่องชนฟ้องคดีอาญา มาตรา 157 ผู้บริหารระดับแถวบนของกรมศุลกากร 7 คน....

โทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พ่วงด้วยแจ้งข้อหาปลอมแปลงเอกสารทำให้บริษัทฯได้รับความเสียหาย กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำด่านท่าเรือแหลมฉบังอีก 3 คน รวม 10 คน

“ยังครับ...ยังไม่หมด เท่าที่สรุปกับทีมกฎหมายน่าจะยังมีอีก 5 คดีเป็นอย่างน้อย แต่ยังไม่ขอบอกตอนนี้ สองเดือนที่ผ่านมานี้ผมไม่เคย ให้ข่าวตอบโต้เลยสักคำ แต่อีกฝ่ายกล่าวหาผมทุกวัน...จนผมตกเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว จริงๆแล้วผมเป็นพ่อค้าไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อกรกับอำนาจรัฐ ยิ่งผมทำธุรกิจนำเข้ารถบัสยิ่งไม่อยากมีปัญหากับกรมศุลฯ แต่ท่านจะเอาผมตายไม่สู้ไม่ได้แล้วครับ” คณิสสร์ ว่า

“ใครเขาก็ว่าโครงการนี้มีอาถรรพณ์ ประมูลไม่สำเร็จ 7 ชั่วโคตร แต่ผมว่าไม่ใช่อาถรรพณ์ เชื่อว่าเป็นเรื่องของคนเสียผลประโยชน์ที่ยังคงแค้นฝังหุ่นต้องการเอาชนะให้ได้ พยายามขัดขวางให้ส่งมอบรถไม่ได้”

ขนาดรถทั้ง 489 คันถึงประเทศไทยแล้ว มาจ่ออยู่หน้าประตู ขสมก.แล้ว โอนชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก.แล้ว 292 คันจากที่วางประกันภาษีเอารถออกมาได้แล้ว 390 คัน ยังคงอยู่ในอารักขาศุลกากรอีก 99 คัน...ก็ยังส่งมอบไม่ได้

สกู๊ปหน้า 1 ไล่เรียงเรื่องราวรถเอ็นจีวี ยังมีข้อกังขาไม่เข้าใจในหลายประเด็นอย่างเช่น หลังจากรถเอ็นจีวี 99 คัน เดินทางมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 และถูกกรมศุลกากรตั้งข้อสงสัยเรื่อง ถิ่นกำเนิด...กระทั่งวันที่ 6 ธันวาคม 2559 นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีและโฆษกกรมศุลกากร ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า กรมศุลกากรทราบดีถึงความเร่งของ ขสมก.ที่ต้องการใช้รถ

จึงขอเวลา 1 เดือน เพื่อตรวจสอบถิ่นกำเนิดรถเมล์เอ็นจีวีว่าไม่ได้นำเข้าจากจีน

เมื่อกรมศุลกากรขอเวลาเพียง 1 เดือน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรอ รอจนกระทั่งเวลาก้าวล่วงไปถึงเดือนที่ 2 ขสมก.ทนรอต่อไปไม่ไหว ทำหนังสือไปทวงถามความคืบหน้าถึงผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวี 489 คัน

ปรากฏว่า...วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมศุลกากร แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนยืนยันว่า กรมศุลกากรได้ตอบจดหมาย ขสมก.ไป 1 ฉบับแล้ว กรมศุลกากรยืนยันไปแล้วว่า “รถเมล์ที่นำเข้ามานั้นผลิตและประกอบที่จีน” แต่ ขสมก.ต้องการเอกสารเพิ่มเติมอีก เช่น รูปภาพ ใบขนสินค้าและอื่นๆ ซึ่งกรมศุลกากรไม่สามารถให้ได้ เพราะอยู่ระหว่างต่อสู้คดี แต่จดหมาย 1 ฉบับ ที่ได้ส่งไปให้แล้วนั้น น่าจะเพียงพอต่อการยกเลิกสัญญาได้

นั่นหมายความว่ากรมศุลกากรใช้เวลาไปแล้ว 2 เดือน กรมศุลกากร ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนว่ารถเมล์เอ็นจีวีมีถิ่นกำเนิดที่ใดกันแน่ และที่แน่นอนไปกว่านั้นคือ หนังสือที่นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ แถลงกับสื่อมวลชนที่ว่า...หนังสือที่ส่งให้ ขสมก.ไป 1 ฉบับนั้นก็พอเพียงที่ ขสมก.จะใช้อ้างเพื่อยกเลิกสัญญากับเบสท์ริน

ปรากฏว่าหนังสือ 1 ฉบับที่นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ บอกให้ ขสมก. ใช้เป็นเอกสารยืนยันเพื่อบอกยกเลิกสัญญากับเบสท์รินคือ หนังสือด่วนที่สุด เลขที่ 0521/730 ลงวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่มีใจความสรุปถึงเรื่องการพิสูจน์ถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวีว่า “กรมศุลกากรอยู่ระหว่างดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงของประเทศกำเนิดจากศุลกากรมาเลเซีย”

ยังอยู่ระหว่างดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงแค่นี้หรือ คือสิ่งที่กรมศุลกากรใช้อ้างอิงเพื่อบอกยกเลิกสัญญาซื้อขายรถที่มีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท รถเมล์ที่ประชาชนชาวกรุงเทพฯเฝ้ารอมา 12 ปี...เนี่ยนะ

ยิ่งหนักไปกว่านั้นเมื่อความจริงปรากฏ ตามบันทึกข้อความส่วนราชการของฝ่ายสืบสวนและปราบปรามส่วนควบคุมทางศุลกากร เรื่องรายงานผลการปฏิบัติราชการ ณ ประเทศมาเลเซีย หลุดออกมาจากผู้หวังดีภายในกรมศุลกากร เนื้อหาใจความมีว่า...

“กรมศุลกากรและกระทรวงการคลังได้อนุมัติให้ข้าราชการ 3 นายเดินทางไปราชการที่ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2559 และอนุมัติหลักการให้ใช้เงินทุนสนับสนุนภารกิจของกรมศุลกากรเป็นค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 111,000 บาท ตามหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 6 ธันวาคม 2559

สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ตามเอกสารที่ได้มาจากกรมศุลกากรประเทศมาเลเซียไม่สามารถใช้ไปอ้างอิงหรือใช้ในการดำเนินคดีหรือใช้ในการดำเนินการในชั้นศาลได้”

หมายความว่าอะไร?ถ้าไม่ใช่กรมศุลกากรยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะเอาผิดกับผู้นำเข้าได้ แต่กลับถ่วงเวลาไปมากกว่า 2 เดือนแถมประโคมข่าว ฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้สื่อมวลชนดูแล้วดูอีก

เอกสารหลักฐานที่กรมศุลกากรมีอยู่ในมือเท่าที่เห็นก็มีแต่ภาพถ่ายและวีดิโอ รถวิ่งขึ้นเรือ รถวิ่งลงเรือ ถ้าขึ้นศาลก็แค่พยานแวดล้อม จะให้ ขสมก.ใช้เป็นหลักฐานยกเลิกสัญญา...ได้เหรอ?

ล่าสุด...มีเอกสารสำคัญหลุดออกมาจากผู้หวังดีอีกฉบับ ฉบับนี้เป็นหนังสือระหว่างประเทศที่กรมศุลกากรส่งไปสอบถามทางการมาเลเซียถึงการรับรองถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวี เป็นอังกฤษแปลเป็นไทยได้ความว่า

...หนังสือเลขที่ No.0518/18283 กรมศุลกากร ประเทศไทย ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 (2016) ถึงนางสาวซารีน่า อาริ ฮาสซาน (Zariina Ali @Hassan) ผู้ช่วยผู้อํานวยการสูงสุดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (MITI)

เรื่อง ขอให้ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารฟอร์ม ดี No. JB-201606-CCF-122542-W-022450 อ้างถึง : ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM D) เลขที่อ้างอิง JB-201606-CCF-122542-W-022450 วันที่ 26 มิถุนายน 2016 ส่งออกโดย บริษัท อาร์ แอนด์ เอ คอมเมอร์เชียล วีฮีเคิลส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี

หลังจากที่ได้พิจารณาฟอร์ม ดี และเอกสารรับรองอื่นๆ เราได้พบว่าในตารางที่ 8 ชี้ชัดว่าเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสําหรับรถบัส 1 คัน รุ่น ซันลอง SLK6129CNG เท่ากับ 90.11% ด้วยเหตุนี้เราจึงซาบซึ้งใจมาก หากท่านจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเกณฑ์ถิ่นกำเนิดของสินค้าดังกล่าว

อีกทั้งช่วยจัดเตรียมสำเนาเอกสารหลักฐานอื่นๆ เช่น รายการต้นทุนของสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบต่างๆก่อนที่ผู้ค้าในประเทศจําหน่ายให้กับโรงงานเพื่อผลิต รถบัส รุ่น ซันลอง SLK6129 วิธีการคำนวณ อาร์วีซี (เกณฑ์มูลค่าวัตถุดิบในภูมิภาค) ที่ได้ส่งให้กับหน่วยงานผู้มีอำนาจในการออกเอกสารของท่าน

หมายความว่า...หนังสือฉบับนี้ กรมศุลกากรสอบถามข้อเท็จจริงจากทางการมาเลเซียเพื่อให้ยืนยันว่าเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดของรถเอ็นจีวี 1 คัน คันที่ผู้นำเข้าใช้เป็นรถตัวอย่างสำหรับโชว์ในวันลงนามสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 ปรากฏว่า...รถเอ็นจีวีคันตัวอย่างที่นำเข้ามาเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2559 เอกสารรับรองถิ่นกำเนิดหรือ Form D กรมศุลกากรไม่มีข้อสงสัย

แต่เพิ่งจะมาสงสัยเมื่อรถเอ็นจีวี 99 คันมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ช่างตรงกับวันที่กรมศุลกากรได้ส่งหนังสือไปสอบถามทางการมาเลเซียเรื่องการรับรองถิ่นกำเนิดของรถเอ็นจีวี 1 คัน

ข้อสงสัย? จึงอยู่ที่ว่า “กรมศุลกากร” มีเจตนาเตะถ่วงหรืออย่างไรถึงใช้เวลา 5 เดือน เพิ่งจะมาสงสัยถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวีคันแรก แล้วจะใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะได้คำตอบว่ารถอีก 99 คันมันมาจากจีนหรือมาเลเซียกันแน่

ที่สำคัญ...ทางการมาเลเซียได้ยืนยัน “Form D” มาแล้วหรือยังว่า เป็น “ของจริง” หรือ “ของปลอม” หรือท่านได้คำตอบแล้ว...แต่มันไม่ตรงใจ.


advertisement