บริการข่าวไทยรัฐ

คุมปรับทัศนคติ คนแจ้งหา'หมุด'

สนช.จัดประชุมลับ ผ่านพรบ.3วาระรวด ราชการในพระองค์

“บุญสิน” ผู้ประสานงานชมรมธรรมาธิปไตย ไป สน.ดุสิตขอลงบันทึกประจำวันให้ ตร.ช่วยตามหาหมุดคณะราษฎรต้นกำเนิดรัฐธรรมนูญ ทหารนำตัวเข้า มทบ.11 ปรับทัศนคติ “วัฒนา” ชิงบุก ปอท.พบพนักงานสอบสวนไม่รอหมายเรียก ปฏิเสธข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ยันพูดปมหมุดอันตรธานในเชิงวิชาการ ซัดผู้มีอำนาจเห็นผิดเป็นชอบ ด้าน “จ่านิว” โวยมือมืดโทร.ขู่กลางดึก รับกังวลแต่ไม่หยุดเคลื่อนไหว สนช.ผ่านฉลุยรับหลักการ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ-แผนขั้นตอนปฏิรูปประเทศ “วิษณุ” แจงจำเป็นตั้งฝ่ายความมั่นคงนั่งคุมซุปเปอร์บอร์ด “บิ๊กป้อม” พอใจข้อเสนอปรองดองคืบหน้า มิ.ย.ได้ร่างสัญญาประชาคมตามแผน “บิ๊กตู่” สั่งยกเลิก ม.44 เลือกตุลาการศาล รธน.-กกต.-กสม. เบรกให้รอ ก.ม.ลูกคลอด “เรืองไกร” ยื่น ป.ป.ช.เอาผิด ครม.-สรรพากร รีดภาษี “ทักษิณ” โดยมิชอบ

แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงไปตรวจสอบกรณีหมุดคณะราษฎรที่หายไป แต่ยังมีภาคประชาชนกลุ่มต่างๆเข้ากล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ให้ติดตามหาหมุดดังกล่าวและนำตัวคนผิดมาลงโทษทางอาญาอย่างต่อเนื่อง

ภาค ปชช.ทยอยแจ้ง ตร.ตามหมุดหาย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 เม.ย. ที่ สน.ดุสิต นายบุญสิน หยกทิพย์ อายุ 52 ปี ฝ่ายประสานงานชมรมธรรมาธิปไตยแห่งชาติ เข้าพบ ร.ต.อ.ชัยชน เรืองเพชร รอง สว. (สอบสวน) สน.ดุสิต ขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานให้ช่วยติดตามหมุดคณะราษฎร สัญลักษณ์เหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 ที่อยู่บริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ที่หายไปคืนมา นายบุญสินเผยว่า หมุดคณะราษฎรเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกว่าประเทศไทยก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ตั้งใจจะไปขุดหมุดออกมาเก็บไว้แต่มีคนขุดไปเสียก่อน มาวันนี้เชื่อว่าทหารต้องเข้ามาควบคุมตัว ตนต้องการเข้าไปปรับทัศนคติให้กับบุคคลเหล่านั้นได้เข้าใจเสียใหม่ในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญคือกฎหมายที่เกิดจากระบอบ ต้นเหตุความขัดแย้งเกิดจากหมุดตัวนี้ หมุดเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าประเทศไทยก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กำเนิดประชาธิปไตย เมื่อได้คืนมาแล้วขอให้นำไปเก็บรักษา ไม่ใช่นำไปวางไว้กับพื้นให้รถเหยียบไปมา

นำตัวเข้า มทบ.11 ปรับทัศนคติ

ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. เข้าสอบปากคำนายบุญสิน นานกว่า 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นทหารได้เชิญตัวนายบุญสิน และนายสันติพงษ์ วินุราช อายุ 35 ปี เพื่อนที่มาด้วย ไปปรับทัศนคติที่ มทบ.11 โดยนำตัวออกทางประตูด้านหลังของ สน.ดุสิต ขณะที่นายบุญสินมีสีหน้าเรียบเฉย และทักทายผู้สื่อข่าวสั้นๆว่า “เจ้าหน้าที่ใจดี ช่วยพาขึ้นรถไป ไม่ต้องเดินไปเพราะมันร้อน” ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายบุญสิน หยกทิพย์ คือบุคคลคนเดียวกันที่ปีนขึ้นไปบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2549 อีกด้วย

“วัฒนา” พบ ปอท.รับทราบข้อหา

ช่วงสายนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊กว่า “หรือกระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย” วันนี้เวลา 13.00 น. จะไปพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา กรณีที่โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กว่า “หมุดของคณะราษฎรเป็นโบราณวัตถุ” พนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ วันนี้ของปีที่แล้วตนถูก คสช.นำตัวไปควบคุมที่ พล.ร.9 เพราะโพสต์ข้อความว่า “ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”จากนั้นถูกพนักงานสอบสวนกองปราบปรามแจ้งข้อหาว่าการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขัดคำสั่ง คสช. ถูกนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลทหาร และถูกควบคุมตัวไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ต่อมาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหาร

ซัดผู้มีอำนาจเห็นผิดเป็นชอบ

นายวัฒนากล่าวอีกว่า วันนี้เหตุการณ์แบบเดียวกันวนกลับมาหาอีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว การแสดงความเห็นได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ ส่วนความเห็นข้อกฎหมายมักจะมีผู้เห็นต่างเสมอแต่ไม่เคยถือเป็นความผิด แม้แต่ศาลยังคิดเห็นไม่เหมือนกัน เราจึงเห็นศาลสูงกลับคำพิพากษาของศาลล่างอยู่เนืองๆ ในสังคมอารยะจึงถือว่าความแตกต่างทางความคิดเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา จนมีคำกล่าวว่า “ไม่มีห้องขังสำหรับขังคนที่คิดไม่เหมือนเรา” แต่วันนี้สังคมไทยวิปริต ผู้มีอำนาจเห็นผิดเป็นชอบ ประชาชนจึงถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ทั้งที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ จนทำให้การแสดงความเห็นทางวิชาการโดยสุจริตยังถูกดำเนินคดี แต่ไม่ต้องกังวล จะยังมีความคิดเห็นต่อไป เพราะคนที่ตนต้องฟังคือประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจไม่ใช่เผด็จการ

ปัดนำเข้าข้อมูลเท็จยันจ้อเชิงวิชาการ

ที่ บก.ปอท. ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่ บก.ปอท. นายวัฒนาพร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รอง ผกก. (สอบสวน) กก.3 บก. ปอท. ก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน นายวัฒนากล่าวว่า ทราบจากหนังสือพิมพ์ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. จะให้ตำรวจ บก.ปอท. ดำเนินคดีกรณีโพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎรที่หายไป จึงเดินทางมาพบว่าถูกแจ้งข้อหาอะไรบ้าง ตำรวจไม่ต้องเสียเวลาออกหมายเรียก หลังเข้าพบ นาน 30 นาที นายวัฒนาเผยว่า ถูกแจ้งข้อหานำข้อมูล อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตนปฏิเสธเพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ รู้สึกสังเวชในพฤติกรรมของรอง ผบ.ตร.ท่านหนึ่งที่ออกมาถามถึงนิสิตนักศึกษาที่ได้ไปแจ้งความกับตำรวจ สน.ดุสิต ให้ช่วยติดตามหมุดคณะราษฎรที่หายไปว่า เป็นผู้เสียหายหรือไม่ ขอตอบคำถามแทนคนไทย เพื่อเป็นวิทยาทานว่า หมุดของคณะราษฎรเป็นของโบราณที่ประดิษฐ์ขึ้น เป็นหลักฐานและเป็นประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือเป็นสัญลักษณ์ของการอภิวัฒน์สยามเมื่อ 24 มิ.ย.2475 จึงถือเป็น “โบราณวัตถุ” ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 หมุดดังกล่าวจึงเป็นสมบัติแห่งชาติ

เฉ่งรักษาไว้ไม่ได้ เลี้ยงเสียข้าวสุก

นายวัฒนากล่าวอีกว่า การที่หมุดของคณะราษฎรสูญหายไป แต่กลับไม่มีปัญญารักษาไว้ได้ พอสูญหายไปแทนที่จะแสดงความรับผิดชอบ กลับบ่ายเบี่ยง แล้วจะเอาอะไรมาปกป้องชาติ แบบนี้โบราณเรียกเลี้ยงไว้เสียข้าวสุก กรณีหมุดหายไปผู้ที่เก็บหรือเบียดบังเอาไปถือเป็นความผิดมาตรา 31 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับ 7 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“จ่านิว” ร้องถูกโทร.ขู่ห้ามยุ่งเรื่องหมุด

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว อดีต นศ.รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แกนนำ คนสำคัญกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่เคลื่อนไหวต่อต้านคสช. ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “รู้สึกกังวลกับสวัสดิภาพของตัวเอง โทรศัพท์สายปริศนามาคราวนี้ ชวนให้ วิตกยิ่งนัก” เมื่อผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ไปสอบถามข้อเท็จจริง นายสิรวิชญ์เล่าว่า ช่วงค่ำวันที่ 19 เม.ย.มีชายลึกลับโทรศัพท์มาหาตน พูดในทำนองกึ่งเตือนกึ่งขู่ให้คิดว่า “ให้คิดให้ดีๆ อย่าไปยุ่งกับหมุดนั้น วันนี้ยังปรานีอยู่ พรุ่งนี้อาจจะไม่แล้ว” ทำให้รู้สึกตกใจเล็กน้อย เพราะนับแต่เคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.มา ยังไม่เคยถูกข่มขู่ลักษณะนี้มาก่อน เข้าใจว่าน่าจะมาจากการที่ตนเคยประกาศผ่านเฟซบุ๊กไปว่าจะเดินทางไปขุดหมุดใหม่ที่นำมาฝังแทนหมุดคณะราษฎร ซึ่งจริงๆไม่ได้คิดว่าจะทำแบบนั้น แค่โพสต์เฟซบุ๊กเพื่อตอบโต้ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่ว่า ไม่มีใครมีสิทธิ์มาแจ้งความตามหาหมุด เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินของใคร

รัับกังวล แต่ไม่หยุดเคลื่อนไหว

นายสิรวิชญ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าแม้กังวลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปแจ้งความ จะให้หยุดไปเลยก็คงไม่ได้ มิฉะนั้นก็เท่ากับการข่มขู่นี้เกิดความสำเร็จ คงต้องปรับท่าทีลงบ้าง เพราะแม้แต่การที่ กทม.บอกว่ากล้องวงจรปิด 11 ตัวถูกถอดไปก่อนหมุดหาย นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดพยายามที่จะปัดเรื่องนี้ให้พ้นตัวเอง เบี่ยงประเด็นไม่ให้คนตั้งคำถาม ต่อ จนทำให้เกิดความคลุมเครือต่อไป

“มาร์ค” ติงอย่าเอาไปจุดไฟขัดแย้ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์ รัตตกุลเสรีเริงฤทธิ์ หลานชายบุคคลหนึ่งในคณะราษฎร เรียกร้องให้แสดงจุดยืนต่อการหายไปของหมุดคณะราษฎรว่า แปลกใจที่มาเจาะจงว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องมาตอบเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาสืบสวนสอบสวนว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นของส่วนรวมไปแล้ว และเป็นวัตถุประวัติศาสตร์ เมื่อหายไปหรือมีการเปลี่ยนแปลง หน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องไปดำเนินการ ที่สำคัญไม่ควรนำมาเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมือง เพราะแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ยังยอมรับว่า เรื่องนี้กระทบกับความรู้สึกของคน เราต้องช่วยกัน ก้าวพ้นตรงนี้ไปให้ได้

สนช.ถก ก.ม.บริหารราชการในพระองค์

เมื่อเวลา 10.25 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เมื่อเริ่มการประชุมก่อนเข้าสู่วาระเรื่องด่วน นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เสนอขอจัดลำดับวาระการประชุมใหม่ ให้นำเรื่องด่วนที่ 4 มาพิจารณาเป็นลำดับแรก โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีแจ้งต่อที่ประชุม สนช.ว่า ครม.ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ....ขอให้ประชุมลับเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตามข้อบังคับการประชุม สนช.ข้อ 13 เพราะ ครม.ยังไม่ได้ปลดชั้นความลับ ขั้นลับที่สุด ซึ่งได้ดำเนินการมาตามลำดับ จึงขอดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2554 ให้เป็นเรื่องลับที่สุดทุกขั้นตอน ทั้งเอกสารและกระบวนการพิจารณา โดยนายพรเพชรกล่าวว่า เมื่อ ครม.เสนอให้เป็นการประชุมลับ จึงขอเชิญผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องออกจากห้องประชุม งดการกระจายเสียงและแพร่ภาพทางโทรทัศน์วงจรปิดทางรัฐสภา

รวมหน่วยราชการเพื่อความคล่องตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้โอน 6 หน่วยงานในปัจจุบันไปรวมอยู่ใน 3 หน่วยงานได้แก่ 1. สำนักพระราชวัง จะประกอบด้วยสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง 2. หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ประกอบด้วยกรมราชองครักษ์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักนายตำรวจราชสำนักประจำ 3. สำนักงานองคมนตรี ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารหน่วยงานมีความกระชับมากขึ้น โดยที่ประชุม สนช.ได้ตั้งกรรมาธิการเต็มสภา และผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ 3 วาระรวด โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง ด้านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ เพราะเป็นการประชุมลับ

โอน 1.1 หมื่นล้านกันเป็นงบฉุกเฉิน

ต่อมาเวลา 10.30 น. ที่ประชุม สนช.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ....จำนวน 6 มาตรา มีสาระสำคัญคือการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2560 ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น บางรายการ จำนวน 11,816,512,300 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายสำหรับงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยหน่วยงานที่ถูกโอนงบประมาณมากที่สุดได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ 1,087,270,800 บาท รองมาคือกระทรวงมหาดไทย 541,552,100 บาท จากนั้นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า เป็นการโอนงบรายจ่ายประจำปี 2560 ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจที่ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันภายในวันที่ 31 มี.ค.2560 ไปตั้งเป็นงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้การเบิกจ่ายงบฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากการจัดทำงบรายจ่ายประจำปีนั้น จัดทำล่วงหน้าตั้งแต่เดือน ม.ค. ของแต่ละปี อาจเผชิญสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงภายหลังได้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป รายการงบประมาณบางรายการอาจไม่มีความจำเป็น จึงต้องโอนรายจ่าย เพื่อให้นำงบฯ ไปใช้จ่ายข้ามหน่วยงานได้ ช่วยให้ การใช้จ่ายงบฯ เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ที่ประชุม สนช.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว 3 วาระรวด ก่อนให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 207 ต่อ 0 งดออกเสียง 3

“วิษณุ” แจงตั้งซุปเปอร์บอร์ดชาติ

จากนั้นเวลา 13.50 น. ที่ประชุม สนช. ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องด่วนร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่ ครม.เสนอ มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงว่า กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นพี่ของร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “รัฐ” หมายถึง ครม.ต้องจัดทำกฎหมายยุทธศาสตร์ เพื่อ วางเป้าหมายเป็นแผนเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ เศรษฐกิจ การใช้งบประมาณ กำลังคน ให้เสร็จภายใน 120 วัน หลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จากนั้นนับหนึ่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติหรือเรียกว่าซุปเปอร์บอร์ด มาทำงานตามแผนยุทธ– ศาสตร์ชาติ ให้เสร็จใน 1 ปี จึงเป็นกฎหมายเหนือกว่าทุกฉบับ มีผลผูกพันกับทุกองค์กร หากประชาชนหรือหน่วยใด พบว่าส่วนงานราชการไม่ปฏิบัติตามให้ส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ หาก ป.ป.ช. ชี้ว่ามีความผิดจริงให้ดำเนินการกับหัวหน้าส่วนราชการที่ฝ่าฝืนตามกฎหมาย การกำหนดยุทธศาสตร์ ชาติไว้ล่วงหน้า 20 ปีนั้น หากรัฐบาลต่อไปเห็นว่าควรเปลี่ยนแปลง แก้ไขได้ไม่ยาก แต่ต้องเข้าตามตรอกออกตามประตู ตามขั้นตอนตั้งต้นร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ

“สมชาย” โชว์ชงลดสัดส่วนฝ่ายมั่นคง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปรายมีทั้งสิ้น 15 คน ทั้งหมดเห็นด้วยกับหลักการกฎหมาย แต่ได้ท้วงติงรายละเอียดบางเรื่อง อาทิ ควร มีสัดส่วนประชาชนร่วมในคณะกรรมการซุปเปอร์บอร์ดหลากหลายกว่านี้ โครงสร้างคณะกรรมการที่ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภามา ดำรงตำแหน่ง รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยตำแหน่ง การทำงานอาจลักลั่น เพราะงานด้านยุทธศาสตร์ชาติควรเป็นฝ่ายบริหาร โดยนายสมชาย แสวงการ สนช. ท้วงติงองค์ประกอบโครงสร้างของคณะกรรมการที่จะมาทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ มีบุคลากรด้านความมั่นคงมากเกินไป อาจกลายเป็นการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง มากกว่า ทางด้านเศรษฐกิจขอเสนอให้ปรับลดสัดส่วน

นายวิษณุชี้แจงว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการซุปเปอร์บอร์ด หากจะปรับลดหรือเพิ่มอยู่ที่ดุลพินิจ แต่สัดส่วนหน่วยงานความมั่นคงมีที่มาที่ไป โดย ตำแหน่งมาจากวุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึง จำเป็นจะต้องนำท่านเหล่านี้มาดูแลความมั่นคง หลังที่ประชุมใช้เวลาอภิปราย 2 ชั่วโมงครึ่ง ได้ลงมติเห็นชอบรับหลักการร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ ชาติ ด้วยคะแนน 196 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 ให้ตั้ง กมธ.วิสามัญดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 60 วัน

ผ่านวาระแรก ก.ม.แผนปฏิรูป

กระทั่งเวลา 16.40 น. ที่ประชุม สนช. ที่มีนาย พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.แผนและ ขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.... โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.... ที่จะต้องควบคู่กันไป เป็นแผนการปฏิรูปตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนด และระบุถึงขั้นตอนการปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้ง 11 ด้านไว้อย่างละเอียด โดยให้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมา และให้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านขึ้นมา อีกทอดหนึ่ง และเมื่อคณะกรรมการทำแผนปฏิรูปเสร็จต้องส่งให้ ครม.พิจารณาและประกาศใช้ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้รับฟังความคิดเห็นและผลกระทบจากประชาชนแล้ว และจะเผยแพร่ให้ทราบต่อไป จากนั้นมีสมาชิก สนช.อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวอย่างกว้างขวาง และที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างฯ ด้วยคะแนนเสียง 186 งดออกเสียง 3 และให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณา 26 คน เพื่อพิจารณาต่อไป

“บิ๊กป้อม” หารือสรุปข้อเสนอปรองดอง

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว. กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประธานการประชุมร่วมประธาน 4 อนุกรรมการ ประกอบด้วย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ประธานอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ประธานคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษา สรุปข้อเสนอแนะที่ได้จากพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ภาคประชาชนทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินการสร้างความปรองดอง

คาด มิ.ย.ได้ร่างสัญญาประชาคม

ต่อมาเวลา 15.30 น. พล.อ.ประวิตร แถลงว่า ขณะนี้ข้อเสนอต่างๆ อยู่ระหว่างสรุปและชี้แจงให้คณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง ครม.ได้รับทราบ ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ครม.ได้ ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมและเห็นด้วยในข้อคิดเห็นที่ประชาชนและฝ่ายการเมืองให้ข้อเสนอแนะมา คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น จะรวบรวมสรุปข้อคิดเห็นทั้งหมดว่าครอบคลุม 10 ประเด็น และ 1 คำถามหรือไม่ กระบวนการทั้งหมดนี้ยังไม่ออกกฎหมาย แต่จะจัดทำร่างสัญญาประชาคม หรือสัญญาความร่วมมือให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติก็ได้ ร่างดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จตามกรอบที่กำหนดคือในเดือน มิ.ย. สำหรับประเด็นทางการเมืองคงไม่มีอะไรเพิ่มเติม เพราะทุกคนต้องใช้กฎหมายเดียวกันในการเลือกตั้ง ทั้งนี้พอใจที่เห็นความคืบหน้า ถือว่าการสร้างความ ปรองดองเดินมาถูกทางแล้ว

“มาร์ค” ขอค่าสมาชิกพรรคอย่าถึง 100

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองของ สนช.ว่า ที่เป็นประเด็นตอนนี้คือการเสียเงินบำรุงของสมาชิกพรรค ในหลักการอยากให้พรรคการเมืองเก็บค่าบำรุงจากสมาชิก ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์พยายามทำอยู่ แต่ว่าการไปเขียนไว้ในกฎหมาย จะทำให้เกิดปัญหากับหลายฝ่าย แค่ที่พรรคเก็บค่าสมาชิกปีละ 20 บาท ยังเกิดคำถาม ดังนั้นต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับประชาชนถึงประโยชน์ที่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นสมาชิกพรรค ตอนนี้มาให้เวลา 4 ปีที่จะให้จ่ายเงินบำรุงพรรค เห็นว่าควรจะต่ำกว่า 100 บาท สำหรับประเด็นการรีเซ็ตพรรคการเมือง เข้าใจว่าเขาไม่ได้รีเซ็ตถึงขั้นยุบทุกพรรค เพราะถ้าไปยุบทุกพรรค ปัญหาแรกที่เกิดขึ้นคือจะมีการไปแย่งชื่อพรรคกัน เพราะว่าใครไปขอจดทะเบียนเป็นชื่อไหนก็ได้ แต่อย่างน้อยเขาไม่ได้รีเซ็ตตรงนั้น เพียงแต่ว่าสมาชิกพรรคต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และตอนนี้มาให้เวลา 4 ปีในการจะให้จ่ายเงินบำรุงพรรค เห็นว่าควรจะต่ำกว่า 100 บาท เพราะพรรคการเมืองต้องทำความเข้าใจกับประชาชนถึงประโยชน์ที่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นสมาชิกพรรค

“สมชัย” แนะ ลต.-ประกาศผลใน 150 วัน

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุ กกต.จัดการเลือกตั้งได้เต็มที่ใน 150 วัน ไม่รวมการประกาศและรับรองผลการเลือกตั้งว่า คำว่าแล้วเสร็จมีการแปลความแตกต่างกัน ส่วนตัวตนเห็นว่าควรเลือกตั้งภายใน 90 วันมากกว่า เพราะจะเป็นการเร่งรัด เพื่อกลับสู่ประชาธิปไตยของบ้านเมือง กกต.ยอมทำงานจัดการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น ถ้าเลือกแนวทางใน 150 วัน จัดการเลือกตั้งเสร็จแต่ไม่รวมประกาศผล แล้วมีคนไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่า กกต.ทำผิดรัฐธรรมนูญ แล้วศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าผิดจริง ถามว่าใครจะรับผิดชอบ คนที่พูดปากเปล่าในวันนี้ว่าทำได้ จะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ ความรับผิดมีทั้งทางอาญาผิดมาตรา 157 และทางแพ่งที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้ง 4,000 ล้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา กกต.ควรจัดการเลือกตั้งพร้อมประกาศผลให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน

“ประยุทธ์” จ่อบินเยือนบาห์เรน

บ่ายวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอเดล ยูซุฟ ซาตีร์ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรน ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.โอกาสพ้นจากหน้าที่ โดย พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯได้แสดงความยินดีความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศครบรอบ 40 ปี และขอบคุณที่บาห์เรนยกเว้นวีซ่าแก่คนไทย ในระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย. นายกฯจะเดินทางไปเยือนบาห์เรน และเป็นเกียรติที่จะได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีฮามัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ แห่งบาห์เรน และเข้าเฝ้าฯเพื่อหารือทวิภาคีและหารือเต็มคณะกับเจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน

สั่งงดคัดตุลาการศาล รธน.–กกต.–กสม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 20 เม.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ที่ 24/2560 เรื่อง ให้งดเว้นการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยคำสั่งระบุว่า ตามที่หัวหน้า คสช.มีคำสั่งที่ 23/2560 เมื่อวันที่ 5 เม.ย. เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้คัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) กำหนดวิธีการได้มาซึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แต่ด้วยรัฐธรรมนูญปี 60 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกและสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้ว หัวหน้า คสช.จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญใช้บังคับ โดยให้งดเว้นการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้ก่อน และให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวใช้บังคับ หรือจนกว่ามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เช่นเดียวกับกรณีของกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชน กรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นนอกจากพ้นจากตำแหน่ง ตามวาระ ให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ และให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

คงสรรหา กก.คตง.–ผู้ว่าการ สตง.

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า สำหรับกรณีการคัดเลือกกรรมการ คตง.และผู้ว่าการ สตง.นั้น เนื่องจากยังคงมีปัญหาข้อกฎหมายความชัดเจนของวาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง ดังนั้นเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องทางกฎหมายและเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ คตง.และผู้ว่าการ สตง.จึงเห็นควรให้ดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหากรรมการ คตง.และกำหนดวิธีการได้มาซึ่งผู้ว่าการ สตง.ยังให้เป็นไปตามคำสั่งเดิมของหัวหน้า คสช.ที่ 23/2560 ที่กำหนดไว้

“อ๋อย” เห็นดียกเลิกคำสั่งขัด รธน.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 มาตลอด เพราะเห็นว่าเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรมและทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยทั้งสาม และการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพิ่งจะเห็นด้วยกับการใช้คราวนี้ คือคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 24/2560 เรื่องให้งดเว้นการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 23/2560 เห็นด้วยเพราะเป็นคำสั่งที่ยกเลิกคำสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

“ปึ้ง”ยุโละคนไม่อยากทำงาน–ลาพัก

วันเดียวกัน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศขณะนี้ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ต่างเรียงหน้ากันออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ปรับทีมเศรษฐกิจยกเครื่องกันใหม่ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ แม้แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯยังยอมแก้ไขกฎหมายดึงดูดต่างชาติหันกลับมาลงทุนในไทย ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่หน้าแห้งคิ้วขมวด กลับหาเช้าไม่พอกินค่ำ หนี้สินครัวเรือนงอกเงย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ไม่คิดจะแก้ไขเร่งด่วนเลยหรือ จะต้องนั่งบริหารประเทศอยู่อีกร่วม 2 ปีเต็ม น่าจะต้องรีบปรับ ครม. และหาทางทำอะไรที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ทำให้พี่น้องประชาชนมีหน้าตาสดใส ยิ้มออกถ้วนหน้า ใครไม่อยากทำงานหรือคิดแต่จะลาพักร้อน ก็ปรับเปลี่ยนออกหาคนใหม่ขึ้นมาทำงานแทน ก่อนบ้านเมืองจะเสียหายไปมากกว่านี้ น่าเป็นห่วงบ้านเมืองเมื่อไหร่บุญเก่าถูกใช้ไปหมด และสร้างบุญใหม่ไม่ทัน แล้วท่านจะรู้สึก

“มาร์ค” หยันปรับทีม ศก.ก็ไร้ผล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายระบุให้มีการปรับ ครม.ทีมเศรษฐกิจว่า ดูจากการปรับ ครม.ครั้งที่แล้วมีลักษณะการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนคนมากกว่า ภารกิจที่เหลืออยู่ในช่วงปีกว่าตามโรดแม็ปนั้น ไม่ค่อยแน่ใจว่าการปรับ ครม.ตอนนี้จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากแค่ไหน แต่ว่าสิ่งสำคัญคือแรงกดดัน หรือเสียงสะท้อนที่ปรากฏออกมานี้บ่งบอกให้เห็นว่า ความไม่พึงพอใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจมีอยู่มากและความเป็นจริงที่คนจำนวนมากเดือดร้อน โดยเฉพาะในชนบท ต่างจังหวัด ทำให้ทีมเศรษฐกิจต้องทำงานหนักขึ้น ทั้งในแง่ของปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นถึงเวลาที่รัฐบาลต้องมาทบทวนเรื่องโครงสร้างต่างๆ ต้องเริ่มมีรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย

“เรืองไกร” ย้ำรีดภาษี “ทักษิณ” มิชอบ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกรมสรรพากรนำหนังสือประเมินภาษีกว่า 1.7 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้นชินคอร์ป ไปปิดหน้าบ้านพักนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อ 28 มี.ค.ว่า เป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีหลักกฎหมายรองรับและผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้ว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลภาษีอากรกลาง เมื่อปี 2553 และกรมสรรพากรสั่งยุติเรื่องไปแล้ว ตามบันทึกข้อความสำนักตรวจสอบภาษีกลาง ที่ กค 0710/ตส/1460 ลงวันที่ 2 มี.ค.2555 ที่อธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง และหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0717/ล.1804 ลงวันที่ 15 พ.ย. 2555 ที่ตอบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า การซื้อขายหุ้นชินคอร์ปดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริง นายทักษิณจึงไม่มีเงินได้ให้ประเมิน และการขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็กเป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวง รัฐบาลต้องทราบคำพิพากษาดังกล่าว การหาเหตุมาประเมินภาษีครั้งนี้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ยื่น ป.ป.ช.เอาผิด ครม.–สรรพากร

นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า นายทักษิณได้บอกกับตนที่เมืองดูไบ เมื่อช่วงสงกรานต์ว่าน่าจะมีเหตุมาจากความไม่พอใจส่วนตัวของคนไม่กี่คนที่อาจอยู่เบื้องหลัง คนรับไม้ต่อก็ทำไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้งเพื่อหวังผลทางการเมือง การไม่ยึดกฎหมายอย่างนี้อาจส่งผลกระทบไปถึงการปรองดองด้วย ดังนั้น การสั่งให้ประเมินไปก่อนแล้วให้นายทักษิณไปสู้คดีต่อในชั้นศาล ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวไว้ จึงเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าลักษณะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.อย่างชัดเจน ดังนั้นวันที่ 21 เม.ย.เวลา 10.00 น. จะไปร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนเอาผิดกับคณะรัฐมนตรีและกรมสรรพากรโดยเร็ว เมื่อถามถึงการอุทธรณ์คัดค้านใบประเมินภาษีของกรมสรรพากร นายเรืองไกร ตอบว่า ทีมทนายจะยื่นอุทธรณ์ใบประเมินภาษี โดยใช้เอกสารที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นหลักฐานให้กรมสรรพากรพิจารณาวันที่ 25 เม.ย.นี้

สปท.นัดประชุมลับชี้คดี “ป๋าอนุสร”

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) แถลงภายหลัง การประชุมว่า ขณะนี้คณะกรรมการจริยธรรม สปท.ได้พิจารณากรณีนายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิก สปท.ที่ถูกร้องเรียนกรณีทำร้ายร่างกายเด็กเสิร์ฟร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง เนื่องจากถูกเรียกว่า “ป๋า” ว่าอาจเป็นการกระทำหรือมีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมาธิการ พ.ศ.2558 ข้อ 32 ประกอบข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2558 ข้อ 102 หรือไม่ โดยคณะกรรมการจริยธรรม สปท.จะสรุปข้อเท็จจริงรวมถึงความเห็นต่างๆว่า นายอนุสรฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับหรือไม่ โดยจะเสนอให้นายทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท. ภายในวันที่ 21 เม.ย. เพื่อพิจารณา ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ สปท. วันที่ 24 เม.ย. ต่อไปเป็นวาระแรก โดยจะเป็นการประชุมลับตามข้อบังคับการประชุม ผลจะออกมาอย่างไรจะแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง