advertisement

เศรษฐกิจไทยปี 55 รุ่ง หรือ ร่วง? หลังกระอักพิษน้ำท่วม สินค้าจ่อขึ้นราคา

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ม.ค. 2555 11:00

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2555 จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไปในปลายไตรมาส 3 ได้สร้างความเสียหายมหาศาลเป็นวงกว้าง ภาคการผลิตทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตในเขตนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ รองเท้า ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยาง และพลาสติก

นิคมอุตสาหกรรมที่เสียหายเป็นส่วนที่ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบต้นน้ำ จึงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมในจังหวัดอื่นๆ และเครือข่ายการผลิตในประเทศอื่นๆ ทำให้เกิดการขาดแคลนชิ้นส่วน และวัตถุดิบในการผลิต รวมทั้งได้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากประเทศต่างๆ ได้ประกาศเตือนในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยทำให้นักท่องเที่ยวมีจำนวนลดลงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 18.8 ล้านคน ลดลงจากเดิมที่ประมาณการไว้ 19.5 ล้านคน

จนทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โดยภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2554 ขยายตัว 3.1 % ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพีในไตรมาสสี่ หดตัวมากกว่า 7.3 % ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2554 อยู่ที่ระดับ 1.8-2.0 %


ดังนั้นจุดเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยปีหน้าจึงขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลดของรัฐบาล ว่า ดำเนินการอย่างรวดเร็วหรือไม่ รวมถึงประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณดำเนินการซึ่งต้องโปร่งใสรัดกุม มีการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือ บรรเทา ตั้งแต่ภาคลงทุน ภาคประชาชน และภาคเกษตรกร ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างทันถ่วงที เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือการป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำจะทำอย่างไร  เป็นสิ่งที่นักลงทุนรอฟังความชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ไม่เช่นนั้นอาจมีการย้ายฐานการผลิตส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแน่นอน

และหากมีปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองจะยิ่งมีผลต่อเศรษฐกิจไทย เพราะจากเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วง 2-3 ปี ได้ส่งผลต่อการทำธุรกิจทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัวเต็มที่ จากความน่าเชื่อถือของประเทศลดลงทำให้การลงทุนชะลอตัว ดังนั้นการคาดการณ์ของรัฐบาลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีหน้าที่ว่าจะขึ้นไปถึงระดับ 7% จากแรงหนุนจากการบริโภคในประเทศ และการลงทุนในโครงการพื้นฐาน คงพลาดเป้าหรือเต็มที่ประมาณ 4.5 % อย่างที่หลายฝ่ายคาดก็น่าจะพอใจแล้ว ?

ขณะที่ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2555 ในหลายแง่มุม โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2555 จะฟื้นตัวในรูป V-shape ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 น่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐ และการบริโภคที่เติบโตในอัตราสูงชดเชยในช่วงน้ำท่วม รวมทั้งกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย  ทั้งภาคการก่อสร้าง ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว ภายในไตรมาสแรกจะขยายตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554


ส่วนดุลการค้าอาจจะขาดดุลในไตรมาสแรกจากการนำเข้าเครื่องจักร สินค้าและวัตถุดิบที่เสียหายจากน้ำท่วม ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญยังไม่สูงนักจึงทำให้อุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกไทยยังมีการเติบโตต่ำ ยกเว้นสินค้าที่มีการเร่งส่งออกชดเชยการชะงักงันในช่วงน้ำท่วมช่วงเดือนตุลาคม ภาคการผลิตขยายตัวสูงเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 จากความจำเป็นต้องชดเชยสินค้าคงคลังในช่วงการผลิตหยุดชะงัก สถานการณ์เรื่องการจ้างงานน่าจะกระเตื้องขึ้นชัดเจนในไตรมาสที่สอง

การบริโภคสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือน กิจการเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้และกลับมาทำธุรกิจได้ตามปกติในช่วงครึ่งปีแรก จะกลายเป็นเอ็นพีแอลหรือหนี้เสียของสถาบันการเงิน หากเศรษฐกิจไม่ขยายตัวตามเป้าหมายอาจทำให้เอ็นพีแอลโดยรวมของระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น แต่ไม่กระทบต่อฐานะของธนาคารส่วนใหญ่เนื่องจากมีการกันสำรองในอัตราสูง

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยทางด้านอุปทานอันเป็นผลจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้ภาคการผลิตโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมได้รับความเสียหาย แต่ไม่ได้เป็นผลจากความร้อนแรงของอุปสงค์ แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจึงเป็นสภาวะที่ไม่ยาวนาน ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่เกิดปัญหาทางด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

 

อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะลดลงไปได้อีก 0.75-1% ในปีหน้า คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2555 จะอยู่ในช่วง 4-6% หากเศรษฐกิจโลกเติบโตได้ในระดับ 3.5-4.2% และปริมาณการค้าโลกเพิ่มขึ้น 7-8 % โดยที่เศรษฐกิจเอเชียขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วมาอยู่ที่ระดับ 6.5-7 % อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 4-5 % ดุลการค้าเกินดุลเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม งบประมาณในการฟื้นฟู เยียวยาหลังน้ำลด ทั้งด้านโครงส้รางพื้นฐาน แผนบริหารจัดการน้ำ และการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ที่ล่าสุด ครม.ได้อนุมัติเงินก้อนแรก 8 แสนล้านบาท ดร.อนุสรณ์ มองว่า ควรใช้งบประมาณดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบในระยะแรก ซึ่งสิ่งนี้ต้องเร่งทำเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและเตรียมการสำหรับปี 2555 ที่มีแนวโน้มสูงว่า ฤดูน้ำหลากมาเร็วกว่าทุกปีจากปรากฏการณ์ลานินญาอันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนหรือ Global Warming

ฉะนั้นแนวทางในการจัดการกับภัยพิบัติทางธรรมชาติต้องวางเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว รับมืออย่างเป็นระบบ ต้องรับมือทั้งมาตรการที่เป็นสิ่งก่อสร้างไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง การบริหารจัดการ รวมทั้งเครื่องมือทางกฎหมาย เพราะปัญหาจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น

สินค้าคงทน ประเภทรถยนต์ (จากมาตรการภาษีและการซื้อทดแทนความเสียหายจากน้ำท่วม) เครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งการผลิตและยอดขายน่าจะการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2555

ส่วนความกังวลของหลายฝ่ายต่อปัญหาหนี้สาธารณะที่อาจพุ่งสูง ดร.อนุสรณ์ มองว่า ยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น เพียงแต่หนี้ภาครัฐจะสูงขึ้นแต่ไม่ได้พุ่งสูง มีความจำเป็นต้องกู้เงิน ทำขาดดุลงบประมาณเพิ่มเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ จากการลงทุนจัดการเรื่องน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในระยะสองสามปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ำกว่า 50 %

ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวตามเป้า นโยบายกึ่งการคลังทั้งหลายประสบความสำเร็จไม่ก่อให้เกิดหนี้เสียจำนวนมากในระบบธนาคารของรัฐ และเงินกู้ที่นำไปใช้จ่ายและลงทุนดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสไม่รั่วไหล มีบูรณาการมียุทธศาสตร์


ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคจะต้องเผชิญกับสินค้าราคาแพงในปี 2555 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสูงจากการที่ภาคผลิตและภาคเกษตรกรรมได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากภาคการผลิตสามารถฟื้นตัวได้ตามปกติ สถานการณ์จะดีขึ้น เพราะอุปสงค์ไม่ได้ร้อนแรงอะไรนักที่จะทำให้เงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูงไปนานๆ

ในขณะที่ปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน  เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในทุกๆมิติต้องเดินหน้าต่อไป โดยไม่ให้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมมาบั่นทอนต่อยุทธศาสตร์ ที่ต้องทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การลงทุนโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อกับอินโดจีน จีนตอนใต้ และพม่า ต้องเดินหน้าต่อโดยใช้กลไกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้เกิดประโยชน์ในการเชื่อมต่อการค้า การลงทุน ธุรกิจบริการกับสมาชิกอาเซียนอื่นๆ

 

โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จึงต้องพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้เชื่อมทั้งภูมิภาค จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ให้แข่งขันได้ เพื่อให้ภาคเอกชนไทยได้ประโยชน์เต็มที่จากการดำเนินการดังกล่าว

แม้ว่าประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนไปมากพอสมควร จากการไม่สามารถป้องกันนิคมอุตสาหกรรมจากน้ำท่วมได้ การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนไปประเทศอาเซียนอื่นอาจเกิดขึ้นเพื่อให้ได้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่หากประเทศไทย รัฐบาลสามารถให้ความมั่นใจเรื่องการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมให้ดีกว่านี้ นักลงทุนต่างชาติคงไม่ย้ายฐาน.

โหวตข่าวนี้