บริการข่าวไทยรัฐ

แสดงพลังค้านผังเมือง ยี้ 'พ.3' ทำลายรากเหง้าเยาวราช!

คณะกรรมการสิทธิ เปิดเวทีอภิปราย "รื้อเมืองเก่า รากเหง้าเราจะอยู่ตรงไหน" ประชาชนในพื้นที่แห่คัดค้านผังเมือง พ.3 หวั่นทำลายมนต์ขลังเยาวราช

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. มีรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเวทีอภิปราย "รื้อเมืองเก่า รากเหง้าเราจะอยู่ตรงไหน" โดยมีนายปริญญา ศิริสารการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผช.ศาสตราจารย์ยงธนิศร์ พิมลเสถียร น.ส.มาลีภรณ์ คุ้มเกษม กรมศิลปากร นายเจมส์ สเต็นท์ ประธานโครงการพิทักษ์มรดกสยาม นางชูขวัญ นิลศิริ หัวหน้าฝ่ายวางผังพัฒนาพื้นที่ตอนกลาง กองวางผังพัฒนาเมือง สำนักผังเมือง กทม. และนายธีรพันธ์ นาทีกาญจนลาภ รองประธานอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายปริญญา เผยว่า หลังจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ทั้งจากชุมชนเจริญไชย นาครเขษม เนื่องจาก กทม.กำหนดให้บริเวณดังกล่าวเป็นเขตพาณิชยกรรม พ.3 จึงกังวลว่าอนาคตอาจมีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนเมืองเก่าอย่างเยาวราช ดังนั้นเพื่อหาทางออกร่วมกันระหว่างภาครัฐ และประชาชน จึงเปิดเวทีจัดเสวนาให้ผู้ได้รับผลกระทบ และภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นภายใต้ชื่องานเสวนาหัวข้อ “รื้อเมืองเก่า รากเหง้าเราจะอยู่ตรงไหน” ขึ้น

ผช.ศาสตราจารย์ยงธนิศร์ กล่าวว่า กฎหมายบ้านเราการอนุรักษ์ยังไม่หมายรวมถึงวิถีชีวิต ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปที่สิ่งปลูกสร้างมากกว่า ฉะนั้นทางออกคือต้องมีองค์กรที่สามารถรับรองได้ว่าอาคารนี้สำคัญ นั่นก็คือกรมศิลปากร อันที่สองคือกรุงเทพมหานครในการกำหนดพื้นที่ว่าพื้นที่ไหนจะอนุรักษ์ไม่อนุรักษ์ เพราะในส่วนของนักวิชาการ หากท่านต้องการข้อมูลด้านวิชาการเราทำมาหมดแล้วครับ"



นายธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร กล่าวว่า กฎหมายที่จะเข้ามาดูแลเชิงมรดกวัฒนธรรมย่านต่างๆ ทั้งเวิ้งนาครเขษม ย่านเจริญไชย การใช้ พ.ร.บ.โบราณสถาน ทางกรมศิลปากรจะใช้เนื้อหาทางวิชาการเป็นตัวตั้ง ดูว่าอาคารไหนควรเป็นโบราณสถาน ครบตามเกณฑ์หรือไม่ ส่วนความกดดันที่เกิดจากชุมชน หรือองค์กรภายนอก เราต้องมาดูอีกทีว่าเปลี่ยนได้ไหม ถ้าได้ก็โอเค อย่างกรณีที่นาครเขษม ข้อมูลเบื้องต้นคร่าวๆ คือ ในเวิ้งฯ มีตึกแถวอยู่ 531 คูหา เราแบ่งเป็นยุค ร.5-6 มีประมาณ 200 คูหา ยุคกลางคือสมัย ร.7 -8 ประมาณ 101 คูหา ยุคปัจจุบันมี 221 คูหา 
แต่จากผลการประเมินเบื้องต้นพบว่าบ้านเรือน อาคารที่มีสภาพดั้งเดิม ไม่ผ่านการดัดแปลง ซ่อมแซมต่อเติมมีจริงๆ แค่ 11 คูหาเท่านั้น ที่พอจะประกาศให้เป็นโบราณสถานได้ 

ส่วนชุมชนเจริญไชย มี 220 คูหา ข้อมูลล่าสุดเท่าที่ทำมา คือ รุ่นก่อน พ.ศ.2450 มี 70 กว่าคูหา นอกนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงต่อเติม รื้อถอน รุ่นสอง พ.ศ.2469 และรุ่น 3 คือ สมัย ร.8-9 ดังนั้นนี่คือข้อมูลเบื้องต้นว่า หากทั้งสองชุมชนต้องการให้มี พ.ร.บ.โบราณสถานเข้ามาคุ้มครองก็คงจะใช้ได้แต่ไม่ครอบคลุมทุกคูหา"

ด้านนางชูขวัญ กล่าวว่า ในส่วนของสำนักผังเมืองเป็นผู้ดูแลวางจัดทำผังเมือง กทม. เราเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะเข้ามาดูแลเรื่องเมืองเก่า โดยที่วัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของผังเมืองรวมเองก็ได้กำหนดว่าเพื่อส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ด้านศิลปะ วัฒนธรรมของ กทม. และของชาติ โดยการอนุรักษ์ฟื้นฟูสถานที่และวัตถุที่มีคุณค่าทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณสถาน ซึ่งเราก็ได้กำหนดพื้นที่อนุรักษ์ไว้ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ และพื้นที่เขตบางกอกน้อย บางกอกใหญ่

ตอนนี้ กทม. ได้ประกาศใช้ผังเมืองรวมมาแล้วทั้งหมด 3 ฉบับ และกำลังจะหมดอายุในวันที่ 15 พ.ค.2556 เราจึงได้มีการปรับปรุงผังเมืองรวมครั้งที่ 4 ขึ้น ซึ่งกระบวนการของเราได้ผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย ทั้งการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น ผ่านคณะกรรมการผังเมืองให้ความเห็นชอบ ขณะนี้เราอยู่ในขั้นตอนของการปิดประกาศ 90 วัน เพื่อรับฟังคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งระยะเวลาในการติดประกาศก็มีมาตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. -21 ส.ค. นี้

"อยากจะบอกว่าผังเมือง กทม.กำหนดพื้นที่เยาวราชเป็นพื้นที่สีแดงมาตั้งแต่ผังแรก ตั้งแต่ปี 2535 แล้วก็ต่อเนื่องเป็นพาณิชยกรรมมาตลอด แต่ที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่มีไม่มากนัก เพิ่งจะเปลี่ยนแปลงมากๆ ก็ตอนที่รัฐบาลกำหนดให้มีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเข้ามาในพื้นที่ ทำให้เกิดการพัฒนา กลุ่มอสังหาฯ ก็จับจองพื้นที่ตามแนวสายพาน ทั้งนี้ผังเมืองก็ได้ใช้สิทธิพิเศษในการกำหนดระยะรอบสถานี 500 เมตร ในการรักษาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า คือผังเดิมในปี 2549 การกำหนดใช้ประโยชน์ที่ดิน 7:1 แต่ว่าในผังใหม่ ฉบับที่ 3 เราได้กำหนดว่าพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ คือขนาดที่เกิน 5,000 ขึ้นไป จะต้องอยู่ติดถนน 12 ม. ส่วนพาณิชยกรรมที่เกิน 10,000 ขึ้นไป ต้องสร้างติดถนนเกิน 30 ม. แต่ในระยะ 500 ม.รอบสถานีเราเปิดเงื่อนไขพิเศษให้ เพราะเห็นศักยภาพของสถานี ฉะนั้นในเงื่อนไข ไม่จำเป็นต้องติดถนน 12 หรือ 30 ม. " 

และภายในวันเดียวกันชาวชุมชนเจริญไชยก็ได้เข้ายื่นเอกสารคำร้องคัดค้านให้กับตัวแทนกรุงเทพมหานครด้วย พร้อมกันนี้ตัวแทนชาวชุมชนเจริญไชย ได้กล่าวว่า "ข้อคัดค้านเราคือ ขอให้ยกเลิกกำหนดพื้นที่ในย่านเขตป้อมปราบ และสัมพันธวงศ์ เป็นพื้นที่ พ.3 เนื่องจากว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ต่อเนื่องมาจากเกาะรัตนโกสินทร์ และมีอาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์เป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้ยังมีถนนเจริญกรุงที่สร้างมากว่า 150 ปี ฉะนั้น บริเวณนี้จึงควรเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ส่วนอีกข้อคัดค้านคือบริเวณรอบสถานีรถไฟฟ้า 500 ม. ที่ระบุว่าสามารถสร้างอาคารขนาดใหญ่ได้ ถึง 10,000 ตรม.ขึ้นไป ชาวชุมชนคิดว่าไม่ควรที่จะระบุอย่างนี้ เพราะเสี่ยงต่อพื้นที่ที่อยู่ในย่านประวัติศาสตร์จะสูญหายไปเพราะถูกแทนที่ด้วยอาคารขนาดใหญ่เหล่านั้นแทน 


ส่วนคำถาม คืออยากจะถามว่า การคัดค้านทางผังเมืองมีกำหนดจำนวนคนหรือไม่ว่าหากต้องการคัดค้านต้องมีจำนวนเท่าไหร่จึงจะรับฟัง เพราะจากการประชาพิจารณ์หนที่สอง มีประชาชนจำนวนมากที่ไปร่วมรับฟัง พร้อมเสนอความเห็นคัดค้าน รวมทั้งชุมชนเจริญไชยก็ได้ยื่นเอกสารคัดค้าน แต่ผลปรากฏว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นการคัดค้านต้องมีจำนวนเท่าไหร่ เหมือนกับการถอดถอนรัฐมนตรีที่ต้องมี 50,000 รายชื่อหรือไม่ นอกจากนี้เมื่อส่งคำร้องคัดค้านไปแล้ว เราจะทราบได้อย่างไรว่าคำร้องเรามีผลหรือไม่มีผล เพราะประชาชนไม่มีใครเคยทราบว่าเมื่อส่งไปแล้วเกิดอะไรขึ้น สรุปมาอีกทีก็เป็นผังเมืองมาแล้ว"

ด้านนางชูขวัญ ได้ตอบกลับมาว่า "จริงๆ ผังเมืองไม่ได้มีการกำหนดจำนวนผู้คัดค้าน คือเราพิจารณาทุกคำร้องที่ยื่นเข้ามา แต่กระบวนการพิจารณาอยากเรียนว่า สำนักผังเมืองเป็นเหมือนผู้ที่รวบรวมคำร้อง เสนอความเห็นเบื้องต้น แต่ประเด็นในการพิจารณาชี้ขาดจะขึ้นอยู่กับบอร์ดคณะกรรมการผังเมือง ส่วนที่ถามว่าประชาชนจะทราบเรื่องอย่างไร คือตามกฎหมายทุกคำร้องที่ยื่นเข้ามาจนสิ้นสุดการพิจารณาของคณะกรรมการผังเมืองแล้ว หลังจากสิ้นสุดภายใน 10 วัน เราจะต้องทำหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการให้กับประชาชนทราบทุกราย".