advertisement

จัดหนักลุยสยายปีกทั่วโลก "เคซีจี" ลั่นยึดตลาดเนยชีส-คุกกี้อาเซียน

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 5 ต.ค. 2555 05:30

เปิดอาณาจักร “เคซีจี กิมจั๊วกรุ๊ป” ก้าวจากการเป็นผู้นำในการนำเข้าวัตถุดิบอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะเนยชีส และคุกกี้ ในระดับเวิลด์คลาส มาสู่การเป็นเจ้าพ่อตลาดเนย ชีสรายใหญ่สุดในไทย ภายใต้แบรนด์ “อลาวรี่” (Allowrie) และแบรนด์“อิมพีเรียล” (Imperial) ทั้งยังเป็นผู้นำตลาดบัตเตอร์คุกกี้และบิสกิต ในนาม “อิมพีเรียล”  และน้ำส้มเข้มข้น “ซันควิก” (Sunquick)

โดยปัจจุบันบริษัทเคซีจี กิมจั๊วกรุ๊ป ซึ่งมีนายวิจัย วิภาวัฒนกุล เจ้าของนาม “กิมจั๊ว” เป็นประธานกรรมการ และน้องชาย คือนายตง ธีระนุสรณก์กิจ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ทะยานขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตและส่งออกเนย ชีส และคุกกี้ รายใหญของไทย มีกลุ่มบริษัทในเครือ 6 บริษัท ได้ดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทในเครือและนำเข้าวัตถุดิบที่สำคัญเพื่อใช้ในการผลิตอาหาร ตลอดจนสินค้าอาหารสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ทั้งยังได้ส่งออกคุกกี้ภายใต้แบรนด์อิมพีเรียลและแบรนด์อื่นๆ รวมทั้งสินค้าของบริษัทไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆกว่า 15 ประเทศทั่วโลก โดยแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์ได้ถึง 7 ประเภทสินค้า มากกว่า 40 ตราผลิตภัณฑ์ และ 1,200 รายการสินค้า โดยประเภทสินค้าล่าสุดคือ กลุ่มซีฟู้ด ซึ่งนำเข้าอาหารทะเล สดๆจากทั่วโลก

นายตง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เคซีจี กิมจั๊วกรุ๊ป กล่าวว่า เราได้เริ่มธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2501 โดยช่วงแรกเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก โดยมุ่งป้อนสำหรับผู้ชื่นชอบอาหารและขนมฝรั่ง เช่น เนย ชีส ของอลาวรี่ รวมทั้งคุกกี้และ บิสกิตชั้นนำจากเดนมาร์ก โดยทำธุรกิจนำเข้ามาได้ 15 ปี กิจการขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี รัฐบาลสมัยนั้นมีนโยบายลดการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างเนยและชีส ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสูง จึงได้ตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานผลิตเนย ชีส แบรนด์อลาวรี่ ในไทย เมื่อปี 2515 ภายใต้ชื่อบริษัทยูไนเต็ดแดรี่ฟู้ดส์ จำกัด (UDF)

“แต่ในส่วนของบัตเตอร์คุกกี้และบิสกิต เรายังคงนำเข้าจากเดนมาร์กและประเทศต่างๆ โดยเพิ่งจะตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตในไทยเมื่อปี 2528 ชื่อว่าบริษัทอิมพีเรียลเยนเนอรัลฟู้ดส์อินดัสทรี่ จำกัด เพราะช่วงนั้นรัฐบาลเริ่มตั้งกำแพงภาษีสินค้าประเภทนี้อีกแล้ว โดยทำการผลิตบัตเตอร์คุกกี้และบิสกิตภายใต้ชื่อ “อิมพีเรียล” ซึ่งเป็นแบรนด์ของเราเอง แต่ทำแพ็กเกจจิ้งให้ดูดีเหมือนของนอก โดยเฉพาะเดนมาร์ก ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องคุกกี้ จึงใช้กระป๋องแบนทรงกลมสีแดง พร้อมมีรูปโลโก้และฝาหน้ากล่องเป็นทหารราชองครักษ์ของเดนมาร์ก ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก เพราะรสชาติอร่อย กลายเป็นที่นิยมชื่นชอบของผู้บริโภคทั้งทานเองและซื้อเป็นของฝาก เฉพาะในส่วนของบัตเตอร์ คุกกี้และบิสกิต บริษัทยังได้มีการแตกหน่อเพิ่มหลากผลิตภัณฑ์ รสชาติ และแพ็กเกจจิ้งให้ดูมีความทันสมัย ทั้งยังมีการแตกแบรนด์เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับคนรุ่นใหม่ โดยนอกจากจำหน่ายในประเทศแล้ว ยังได้ส่งออกไปหลายประเทศ รวมทั้งยังรับจ้างผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ ในส่วนของแบรนด์อิมพีเรียล ยังได้มีการผลิตเนยและชีสภายใต้แบรนด์นี้มาขายเสริมกับอลาวรี่อีกด้วย”

สำหรับเนย และชีส แบรนด์อลาวรี่นั้น ซึ่งเดิมเป็นของออสเตรเลีย ต่อมานักธุรกิจนิวซีแลนด์ได้เทกโอเวอร์ ซึ่งเจ้าของใหม่มีความคิดว่าจะผลิตเองขายเองในไทย แต่เราเห็นว่าเราเป็นผู้บุกเบิกแบรนด์นี้ในไทยมาตั้งแต่ต้น กว่าจะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวไทยจนกลายเป็นผู้นำตลาดต้องทุ่มเทอย่างหนัก จึงได้เจรจากับเจ้าของรายใหม่ขอซื้อลิขสิทธิ์แบรนด์นี้มาทำเอง โดยรับผิดชอบผลิตและจำหน่ายเฉพาะในไทยและบางประเทศในอาเซียน ซึ่งปรากฏว่าการเจรจาประสบความสำเร็จ ทำให้เรายังคงรักษาแบรนด์อลาวรี่มาได้

“นอกจากนี้ ในช่วงนั้นบริษัทยังเป็นผู้นำเข้าน้ำส้มเข้มข้นแบรนด์ซันควิกจากเดนมาร์ก แต่พอขายได้ดีก็เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทางบริษัทแม่ที่เดนมาร์กได้ปรับเปลี่ยนการจัดจำหน่ายใหม่ให้บริษัทฝรั่งเดนมาร์กด้วยกันมารับผิดชอบแทน ซึ่งมีการตั้งโรงงานผลิตในไทย อย่างไรก็ดี ผ่านไปเกือบ 20 ปี บริษัทฝรั่งที่ได้สิทธิ์ผลิตน้ำส้มซันควิกในไทยได้ยุติการผลิต ทางบริษัทจึงได้เข้าไปรับช่วงต่อแทน โดยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายในไทย เพราะเห็นว่าตลาดนี้มีความน่าสนใจมากเพราะมีเพียงรายเดียวในไทย”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเคซีจี กิมจั๊วกรุ๊ป กล่าวว่า จากการที่ตลาดเนยและชีสในไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วตามเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่หันมาชื่นชอบมากขึ้นจึงทำให้ตลาดนี้โตปีละ 10% จากมูลค่าตลาดรวมปีละไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท ดังนั้น บริษัทจึงได้ทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาทในการสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ภายใต้ชื่อบริษัทยูไนเต็ดแดรี่ฟู้ดส์ จำกัด (เทพารักษ์) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากปีละ 4,000 ตัน เป็นปีละ 8,000 ตัน ซึ่งนอกจากจะรองรับการเติบโตของตลาดในไทยแล้ว ยังเพื่อรับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งตลาดจะมีขนาดใหญ่

“โดยขณะนี้บริษัทยังได้มีฐานผลิตบิสกิตที่ประเทศเวียดนาม ขณะเดียวกันยังได้เตรียมแผนการขยายตลาดในอาเซียนในส่วนของผลิตภัณฑ์อื่นๆเพิ่มขึ้น จึงได้ก่อตั้ง KCG Excellence Center ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ค้นคว้า ทดลองวิจัย และพัฒนาทางด้านอาหารอย่างครบวงจร เพราะได้ตั้งเป้าจะเป็นผู้นำตลาดเนยและชีส รวมทั้งบัตเตอร์คุกกี้และบิสกิตในอาเซียน”.

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement