บริการข่าวไทยรัฐ

เปิดบันทึก10อันดับ ที่สุดเศรษฐกิจ ปี55

ที่สุดของข่าวเศรษฐกิจ รวมถึงข่าวที่กระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศในรอบปี พ.ศ.2555 ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศ และต่างประเทศ ถูกจัดอันดับขึ้น BILL BOARD โดยสำนักข่าวต่างๆ หลายแห่งให้เป็นข่าวสำคัญที่ต้องรวบรวมมานำเสนอท่านผู้อ่านได้รับทราบตามธรรมเนียมปฏิบัติเป็นประจำทุกสิ้นปีว่า ช่วงปีที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ มีเรื่องใดที่กระทบต่อปากท้อง และความเป็นอยู่ของเราๆ ท่านๆ กันบ้าง

เพราะทุกๆ กิจกรรมที่สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ ย่อมต้องถือเป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วยกิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้ ได้แก่

อันดับ 1 ...พลิกโผ ประมูลพรีเมียร์ลีก

ชั่วข้ามคืนเท่านั้น ชื่อเสียงของ CTH (ซีทีเอช) บริษัทซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการเคเบิลทีวีภูธร และปริมณฑลกว่า 300 ราย ภายใต้โครงสร้างการถือหุ้นร่วมกันในนาม บริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจเคเบิลทีวีด้วยจุดขายที่มีค่ารายเดือนต่ำเพียงเดือนละ 300-350 บาท...ก็พลิกผันกลับมาเป็นที่รู้จักไปทั่ว

ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังดังกระหึ่มไปทั่วโลกด้วย ในฐานะบริษัทผู้ประกอบธุรกิจเคเบิลทีวีระดับสากล ผู้ชนะการประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดในโลก โดยเฉพาะในประเทศไทย ด้วยวงเงินประมูลเกือบ 10,000 ล้านบาท สำหรับฤดูกาลแข่งขันใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในเดือน ส.ค.ปีหน้า และต่อไปอีกเป็นเวลา 3 ปี จนกว่าจะหมดฤดูกาล

การแจ้งเกิดของ ค่ายซีทีเอช ในครั้งนี้ ทำเอาผู้ที่คาดหวังว่าจะชนะการประมูล หรือคว้าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้ามาได้ จำต้องตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า อับเฉา ในทันที ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น บิ๊กเนม เจ้าของลิขสิทธิ์เก่าอย่าง ค่ายทรูวิชั่นส์ หรือค่ายผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่ประสงค์จะเข้ามาเล่นในตลาดเคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม อย่าง จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ อาร์เอส และ คิวบิค จากมาเลเซีย ตลอดจนถึงค่ายฟรีทีวีใหญ่ อย่างช่อง 3 “คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่อง 3” และ “ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ” เป็นต้น

บรรดาค่ายผู้ประกอบการเหล่านี้ จะปรับกลยุทธ์การตลาด หรือสร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่อย่างไร หรือจะขอเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ ค่ายซีทีเอช อย่างไร เพื่อให้สร้างฐานลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเดิมของตนไว้ให้ได้ ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ราคาต่อรอง และความสามารถของผู้บริหารของแต่ละค่ายเป็นสำคัญ

ยิ่ง ซีทีเอช เคลมตัวเลขฐานลูกค้าในมือว่า เดิมมีอยู่ 3.5 ล้านครัวเรือน ของใหม่อาจจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว เพราะสนนราคาที่จะคิดกับแฟนบอลชาวไทย รวมถึงลาวและเขมรนั้น ต่ำกว่าราคาที่แฟนบอลทั่วไปเคยจ่าย การอยู่นิ่ง รังแต่จะเสียโอกาสไป ในขณะที่ผู้บริโภค และบรรดาคอบอล นัยว่า งานนี้ มีเฮ!

ไม่ทันจะรีแบรนด์...ซีทีเอช ก็ฉลุยไปซะแล้ว!!

อันดับ 2 ...ตั้งป้อมล้ม 3G

ที่สุดประเทศไทย ก็ก้าวเข้าสู่การเตรียมการเพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำงานกันมาอย่างหนักตลอดช่วงปี 2555 เพื่อเตรียมการเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) นับตั้งแต่ออกประกาศกำหนดเงื่อนไขการประมูล และราคาเริ่มต้นประมูลที่ 4,500 ล้านบาทต่อ 5 MHz หรือต่อ 1 สลอต รวม 9 สลอตด้วยกันเพื่อเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูล

กระทั่งวันที่ 16 ต.ค.2555 กสทช.ก็ได้เปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี เป็นครั้งแรกในประเทศ โดยมีผู้ผ่านคุณสมบัติครบตามเงื่อนไข 3 ราย จาก 17 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด ในเครือของ โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด ในเครือกลุ่มทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด

ทุกรายประมูลได้ 3 สลอต หรือ 15 MHz โดยเอไอเอสเคาะราคารวม 14,256 ล้านบาท ดีแทคและทรูเคาะราคา 13,500 ล้านบาท คิดเป็นรายได้รวม 41,625 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่ง หรือ 50% กสทช. ได้นำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินไปแล้ว ตามเงื่อนไขการประมูล และหลังจากนั้น ก็ได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการ 3 จี ให้แก่ทั้ง 3 บริษัท เพื่อเดินหน้าการให้บริการ 3 จี อย่างเต็มรูปแบบในกลางปี 2556 นี้

อย่างไรก็ตาม แม้การประมูล 3 จี จะดำเนินไปตามครรลองที่กฎหมายกำหนด แต่ก็ยังคงตกไปอยู่ในกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความไม่โปร่งใสในการเปิดประมูล และการถูกกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชน จนอาจจะมีการ “ฮั้ว” ขณะที่ราคาที่ กสทช.กำหนดก็ต่ำเกินไป จนเป็นที่มาให้กลุ่มผู้คัดค้านจำนวนหนึ่ง เช่น กลุ่ม 40 ส.ว. กลุ่มกรีน และกลุ่มผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นเรื่องให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งชะลอการให้ใบอนุญาต 3 จี ออกไป และหากเห็นว่าผู้ประมูลไม่มีอำนาจก็ให้มีคำสั่งให้การประมูลนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนมีอันต้องเป็นโมฆะ หรือล้มไปอีก!

แต่หลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่พบการทุจริตในการประมูล ส่งผลให้ผู้บริหาร กสทช.ประกาศเดินหน้าออกใบอนุญาต 3 จี ให้เอกชนทั้ง 3 ค่ายทันทีในวันที่ 7 ธ.ค.2555 เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทยทั้งประเทศในที่สุด

อันดับ 3 ...ค่าแรง 300 พ่นพิษ

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.2554 ที่ทำให้ได้รับชัยชนะในการเป็นแกน นำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ ค่าแรง 300 บาทต่อวัน ถูกกำหนดให้เริ่มมีผลในทางกฎหมายกับ 7 จังหวัดนำร่องไปก่อนตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2555 ซึ่งได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร และภูเก็ต

ช่วงเวลานั้น แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายนี้ใหม่ แต่นายจ้างในบริษัทขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อย สามารถปฏิบัติตามนโยบายนี้ด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานให้แก่ลูกจ้างของตนตามคำสั่งรัฐบาล บริษัทเล็กๆ ที่ทำไม่ได้ จึงไม่ได้รับการสนองตอบใดๆ จากรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่วิตกว่าการขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน ซึ่งจะมีผลในทางปฏิบัติพร้อมกันทั่วประเทศวันที่ 1 ม.ค. 2556 จะส่งผลกระทบให้มีบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งมีจำนวนราว 2.9 ล้านราย อาจต้องล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ไม่ก็ต้องปิดกิจการลงราว 400,000 ราย เพราะสู้ต้นทุนค่าแรงงานไม่ได้...

ได้ทำการร้องเรียนผ่าน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะนายจ้างใหญ่ของการผลิตเพื่อขอให้รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ตลอดช่วงเวลาที่ว่านี้ ข้อร้องเรียนนี้กลับไม่ถูกส่งไปถึงมือรัฐบาล หรือ นายกรัฐมนตรี ผลจึงลุกลามบานปลายกลายเป็นประเด็นร้อนให้สมาชิกในกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ลุกขึ้นปลด นายพยุงศักดิ์ ชาติสิทธิผล ออกจากตำแหน่งประธานสภา แล้วให้ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ อดีตประธานสภาคนเก่า รักษาการแทน

แม้บรรดาเจ้าของกิจการในสภาอุตสาหกรรมฯ จะพยายามไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง ด้วยการขอร้องให้ นายสันติ แสดงสปิริตลาออกจากรักษาการประธานสภาไป แต่รอยร้าวของสภาอุตสาหกรรมฯ ก็ยังปรากฏอยู่ชนิดที่เรียกว่าแตกจนต่อกันไม่ติด และสายเกินกว่าที่ใครจะเยียวยา ในขณะที่ความแตกแยกกันอย่างหนักนี้กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการลบล้างข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง

ทั้งยังทำให้สาร-พัดมาตรการที่เสนอให้รัฐบาลหาทางเยียวยาเอสเอ็มอี ไม่มีความชัดเจนว่าจะช่วยเหลืออย่างไร และเยียวยาให้แก่ใคร ในขณะที่รัฐบาล ยังคงยืนกรานว่าจะไม่มี วันทบทวนนโยบายนี้ เพราะการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลดีต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นของบรรดาลูกจ้างทั่วประเทศกว่า 9 ล้านคน ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

อันดับ 4 ...จำนำข้าวดื้อยา

โครงการรับจำนำข้าวเปลือกถูกโจมตีอย่างหนัก จากพรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการ เทคโนแครต และกลุ่มเอ็นจีโอที่เรียกขานตัวเองใหม่ว่า เครือข่ายต่อต้านการคอรัปชัน กระทั่งถึงการถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เงินไม่ถึงมือชาวนา เปิดช่องให้ทุจริตสูง และมีข้าวลมออกมาเวียนเทียนกันไม่น้อยกว่า 300,000 ตัน โดยมีพ่อค้าตัวกลางที่เคยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ชิดพี่ชายนายกฯ และเคยล้มละลายเพราะปฏิบัติตามสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ได้ แปลงร่างกลับมาเข้าโครงการใหม่ เป็นต้น

ในขณะที่ภาครัฐต้องใช้งบประมาณจากภาษีอากรประชาชนไปเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท ดังจะเห็นได้จากงบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกแต่ละปี โดยปี 55/56 ตั้งไว้ 450,000 ล้านบาท ส่วนโครงการปี 54/55 ใช้ไปแล้วเกือบ 300,000 ล้านบาท ตกถึงมือเกษตรกรตัวจริงเพียงส่วนเดียว และเงินส่วนใหญ่หายไปตามรายทางซะมากกว่า

หลายฝ่ายยังเห็นว่า โครงการนี้ทำให้ระบบการค้าของไทยเสียหาย ทำให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าข้าวคู่แข่ง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ขายได้ยาก และผลที่ตามมาคือ ไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวโลก ที่เคยครองความเป็นหนึ่งมาโดยตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่สำคัญการที่รัฐบาลกู้เงินมาดำเนินโครงการโดยที่ขายข้าวในสต๊อกแทบไม่ออกเลยนั้น เป็นการเพิ่มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้มากขึ้น และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สัดส่วนที่สูงขึ้นนี้จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่ไม่ว่าจะถูกโจมตีอย่างหนักเพียงไร รัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าทำโครงการต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายในการยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่วนการเสียแชมป์ส่งออกข้าว ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไทยไม่ได้เน้นขายข้าวราคาถูก หรือปริมาณมากเหมือนคู่แข่ง แต่เน้นการขายข้าวราคาแพง ซึ่งแม้ปี 2555 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะลดลงจากปีก่อน แต่ราคากลับสูงขึ้นกว่าตันละเกือบ 100 เหรียญสหรัฐฯ ตามการยืนยันของกระทรวงพาณิชย์

หลังโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 54/55 สิ้นสุดลง รัฐบาลก็เดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังต่อเนื่อง จนถึงล่าสุดรับจำนำข้าวเปลือกปี 55/56 ซึ่งได้เริ่มต้นโครงการมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 และจะสิ้นสุดลงวันที่ 15 ก.ย.2556 โดยเกษตรกรสามารถใช้สิทธิ์ได้ 2 ครั้ง คาดจะมีผลผลิตทั้งสิ้นประมาณ 25 ล้านตันข้าวเปลือก

ส่วนราคารับจำนำที่ความชื้นไม่เกิน 15% ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 20,000 บาท ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ตันละ 18,000 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 16,000 บาท ฯลฯ

กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับประเทศต่างๆ 4 ประเทศ 6 สัญญา ปริมาณรวม 7.32 ล้านตันแล้ว และยังได้ทยอยเปิดประมูลให้แก่ผู้สนใจเสนอซื้อขายให้กับหน่วยงานราชการอื่นๆ ในประเทศ และขายเพื่อทำข้าวสารบรรจุถุงธงฟ้าในราคาถูกเพื่อลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนไปแล้วอีกราว 1 ล้านตัน ทำให้เหลือข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลราว 4 ล้านตันที่ยังไม่มีภาระผูกพัน ยังไม่รวมข้าวเปลือกจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 อีก 14 ล้านตัน และจากโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปี 55/56 อีก 2 ล้านตัน

กระทรวงพาณิชย์ ยังคาดด้วยว่า จะมีเงินจากการขายข้าวรัฐทั้งหมด 11 ล้านตันข้าวสาร กับเงินจากการขายสินค้าเกษตรอื่นๆ ของรัฐบาลที่ได้จากโครงการรับจำนำอีก เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ยางพารา ฯลฯ ส่งคืนให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปี 2555 จนถึงไตรมาสสุดท้ายปี 2556 ทั้งสิ้น 260,000 ล้านบาท โดยสิ้นปี 2555 คาดว่าจะมีเงินคืนรัฐ 85,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดเดือน พ.ย.ได้ส่งคืน ธ.ก.ส.แล้วเกือบ 50,000 ล้านบาท

อันดับ 5 ...รถคันแรกทำลายสถิติ

โครงการรถยนต์คันแรก เริ่มเปิดตัวเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2554 ในช่วงเวลานั้น หลายจังหวัดของประเทศไทยกำลังประสบกับภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้เป้าหมายโครงการที่ตั้งไว้ 500,000 คัน มียอดเงินคืนประมาณ 30,000 ล้านบาท ทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ เนื่องจากมีบ้านเรือนและสถานที่ทำงานของประชาชนจำนวนมาก ถูกน้ำท่วมจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โครงการรถยนต์คันแรกจึงถูกแซวว่า “ลอยตามน้ำไปหมดแล้ว” เพราะประชาชนส่วนใหญ่ต้องเร่งซ่อมแซมบ้าน และฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติก่อน

ในช่วง 3 เดือนของมาตรการรถยนต์คันแรก จึงปรากฏว่า มียอดรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการไม่ถึง 10,000 คัน แต่หลังจากภาวะน้ำท่วมผ่านพ้นไป ยอดจองรถยนต์ในโครงการรถยนต์คันแรกก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ นับตั้งแต่เดือน ก.ค.2555 เป็นต้นมา จากระดับที่จองซื้อวันละ 1,000-2,000 คัน ก็เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นวันละ 40,000 คัน และค่อยๆ ทยอยลดลงจนเหลือ 20,000 คันต่อวัน และ 5,000-6,000 คัน ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2555

สำหรับตัวเลขยอดการใช้สิทธิ์ขอคืนภาษีสรรพสามิตในโครงการรถยนต์คันแรกนั้น ล่าสุด ณ วันที่ 24 ธ.ค.2555 มียอดรถยนต์ที่ประชาชนใช้สิทธิ์ในโครงการรถยนต์คันแรกสูงถึง 1,062,274 คัน รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องคืนกลับไปเป็นเงิน 77,660 ล้านบาท

แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 626,411 คัน คิดเป็น 58.9% รถกระบะ 212,996 คัน คิดเป็น 20% รถกระบะดับเบิลแค็บ 220,594 คัน คิดเป็น 20.7% ที่เหลือไม่ระบุเป็นประเภทรถยนต์ 2,273 คัน หรือ 0.2% โดยในจำนวนนี้ เป็นรถยนต์ที่ประชาชนมาใช้สิทธิ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 31.6% ส่วนที่เหลือ 68.4% เป็นผู้ใช้สิทธิ์ในพื้นที่ในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตคาดการณ์ว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค.2555 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของโครงการรถยนต์คันแรก จะมีประชาชนมาใช้สิทธิ์ประมาณ 1.2 ล้านคัน คิดเป็นเม็ดเงินที่ต้องคืนภาษีประมาณ 80,000 ล้านบาท

นโยบายนี้ เป็นอีกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นโจมตีหนักว่า ทำให้รถยนต์ในถนนทุกสายของกรุงเทพฯ แน่นขนัด และการจราจรติดขัดจนวัดรอบการวิ่งได้เพียง 16-23 กม.ต่อชั่วโมงเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน ทั้งเช้าและเย็น ขณะที่มีสถิติการออกรถใหม่วันละถึง 1,500 คัน โดยที่ถนนทุกสายสามารถรองรับรถยนต์ได้เพียง 1.2 ล้านคัน แต่มีรถยนต์ออกมาวิ่งสะสมอยู่บนถนนแล้วกว่า 7 ล้านคัน

อันดับ 6 ...ศึกน้ำดำ

ตลาดน้ำดำปี 2555 แข่งดุขึ้น หลัง เสริมสุข ประกาศตัดญาติขาดมิตรกับเจ้าตลาดน้ำดำของโลก เป๊ปซี่ ของ บริษัท เป๊ปซี่–โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด เป็นที่เรียบร้อย แล้วหันไปจับมือกับ ค่ายไทยเบฟ-เวอเรจ ของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ทำคลอดน้องใหม่ เอสโคล่า ออกสู่ตลาดด้วยการประกาศทุ่มงบทำตลาดกว่า 1,200 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้เอสโคล่าเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ จากการตั้งเป้ากวาดส่วนแบ่งตลาด 25% ในปีแรก และใน 3 ปี จะขึ้นแท่นเป็นผู้นำในตลาดน้ำอัดลมไทยที่มีมูลค่ากว่า 38,000 ล้านบาท

ขณะที่เจ้าตลาดเดิม เป๊ปซี่ ต้องควานหาพันธมิตรทั้งบริษัทผู้ผลิต และกระจายสินค้าจ้าละหวั่น พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าอัดรายการส่งเสริมการขายเต็มสตีมเพื่อรักษาฐานลูกค้า และกระตุ้นยอดขาย ซึ่งท้ายสุดก็ต้องกลับมาขอให้เจ้าสัวเจริญช่วยทั้งขวด และระบบการขนส่ง ส่วน โค้ก ของ โคคา–โคลา (ประเทศไทย) จำกัด อัดรายการส่งเสริมการขายทุกรูปแบบ โดยหวังช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 ช่วยดันยอดขาย เช่นเดียวกับ บิ๊กโคล่า ของค่าย อาเจ กรุ๊ป สัญชาติเปรู ผู้นำตลาดน้ำดำในละตินอเมริกา น้องใหม่มาแรง

ด้าน นายฐิติวุฒิ์ บุลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิต และทำตลาดน้ำดำ เอสโคล่า (est cola) เผยว่า หลังบุกตลาดเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แค่เดือนครึ่ง ยอดขายก็ทะลุ 1,000 ล้านบาทไปอยู่ที่ 4 ล้านลังแล้ว มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 2.5 ล้านลัง และในเดือนที่ 2 หรือเดือน ธ.ค.ที่วางเป้าหมายไว้ 2.7 ล้านลัง ก็ทำได้ตามคาด จึงมั่นใจว่าส่วนแบ่งตลาดที่วางไว้ 25% เพื่อขึ้นเป็นอันดับที่ 2 ของตลาดน้ำอัดลมในปีแรก ทำได้แน่นอน ที่สำคัญ ปี 2556 การแข่งขันของตลาดน้ำอัดลมจะเดือดกว่านี้ และส่งผลให้ตลาดรวมเติบโตกว่าปีนี้ด้วย

ส่วน นายจา–กรูท โคเตชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มของเป๊ปซี่–โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง ชูคอนเซปต์ “Paint the Town Blue” เพื่อตอกย้ำความโดดเด่นของเป๊ปซี่ สู่สายตาผู้บริโภคที่ยังคงยึดติดแบรนด์เดิมอยู่ในทุกช่องทางพร้อมทุ่มงบการตลาดกว่า 300 ล้านบาท เปิดแคมเปญ “นาทีนี้ เป๊ปซี่เท่านั้น” เพื่อกระตุ้นยอดขายซึ่งเขายืนยันว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เป๊ปซี่กลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดล้นหลาม ทำให้ต้องเร่งขยายกำลังการผลิตเต็มสูบ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างเต็มที่ภายในกลางปี 2556 นี้

เช่นเดียวกับที่โค้ก ของ บริษัท โคคา–โคลา (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศทุ่มงบกว่า 600 ล้านบาท สู้ศึกน้ำดำโค้งสุดท้ายในรอบ 63 ปีที่โค้กได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย และยังคงรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้อย่างเหนียวแน่น

อันดับ 7...เปลี่ยนผู้นำโลก

การเปลี่ยนผู้นำของ 2 ชาติมหาอำนาจโลกทั้งสหรัฐฯ และจีน เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องให้ความสนใจ และติดตามผลที่ตามมา เพราะทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างก็เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจในมูลค่า 14.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 14.8 ล้านล้านเหรียญตามลำดับ แม้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จีนจะสูงกว่า แต่จีนยอมรับว่า ความเสมอภาคในอำนาจซื้อของตนยังมีขนาดเพียง 10. 1 ล้านล้านเหรียญฯเท่านั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯจึงจัดว่าใหญ่ที่สุดในโลก และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของเศรษฐกิจโลก

การได้รับเลือกตั้งกลับมานั่งเก้าอี้ในสมัยที่ 2 ของ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการผลัดเปลี่ยนขั้วอำนาจการบริหารประเทศสู่ผู้นำจีนรุ่นที่ 3 ทั้ง นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดี และ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรี สืบต่อจาก นายหู จิ่นเทา และ นายเวิน เจีย-เป่า จึงย่อมจะทรงอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางเศรษฐกิจ การค้า ตลอดจนถึงการเมือง และสังคมของโลกอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะเมื่อฟากฝั่งสหรัฐฯ ต้องจัดการปัญหาเศรษฐกิจภายในที่ยังค้างคาอยู่ทั้งในการเดินหน้านโยบายขึ้นภาษีคนรวยเพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นพอจะดำเนินนโยบายช่วยเหลือคนตกงาน หรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณ และสามารถปรับลดงบประมาณรายจ่ายที่เป็นปัญหาจนถึงขั้นที่เรียกว่า “หน้าผาการคลัง” ได้ ก่อนจะปั๊มเงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ QE 3

ขณะที่ผู้นำคนใหม่ของจีนประกาศว่าจีนจะลดพึ่งพาการส่งออก และหันมาเน้นหนักกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น แม้จะต้องใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการนี้สูง แต่ก็ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจจีนกลับมาเติบโตได้อีก 7.5-8.0% ต่อปี สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเบาใจว่าสหรัฐฯ และจีน จะยังคงเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกต่อไป

ส่วนญี่ปุ่นซึ่งประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนาน ได้ผู้นำใหม่เป็น นายชินโซะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการเลือกตั้งกลับมาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในนามของตัวแทนพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ขณะที่เกาหลีใต้ ได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรก นางปาร์ค กึน เฮ ผู้นำพรรคนิวฟรอนเทียร์ วัย 60 ปี บุตรสาวของอดีตผู้นำจอมเผด็จการผู้โด่งดัง “ปัก จุง ฮี” ทั้งนี้ ญี่ปุ่นอาจกลับมาดำเนินนโยบายใช้พลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ซึ่งประกาศปิดไป 18 แห่งอีก ส่วนผู้นำเกาหลีใต้ให้คำมั่นสัญญาว่า “เธอจะดูแลประชาชนเกาหลีใต้ทุกคนให้ได้รับความเท่าเทียมกัน”

อันดับ 8...ทำลายขวัญการลงทุน

ตลอดช่วงปี 2555 ชาวโลกต้องตกอยู่ในห้วงแห่งการหวาดผวาว่าสหภาพยุโรป (EU) โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในยูโรโซนที่ใช้ยูโรเป็นสกุลเงินเดียวกัน 17 ประเทศ อาจล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา หลังใช้เงินสกุลเดียวกันมา 13 ปี ประเทศที่กลายเป็นชนวนฉุดรั้งให้ยูโรโซน และเงินสกุลยูโรอาจล่มสลายไป ทั้งยังดึงเอาศักยภาพทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจในอียู อย่างเยอรมนี และฝรั่งเศส ให้ถดถอยลงไปด้วยเพราะต้องเข้าไปอุ้มกระเตงให้ประเทศต่างๆเหล่านี้ดำรงตนอยู่ได้ ก็คือ ประเทศในกลุ่ม PIIGS ได้แก่ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน หนักสุดๆก็ที่กรีซ ซึ่งมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 130% จากการใช้เงินเกินตัว

กระนั้นก็ตาม ไม่ใช่แต่ยุโรปที่มีปัญหา นักเศรษฐศาสตร์ต่างลงความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ปี 2555 เป็นปีแห่งความยากลำบากสำหรับภาคการธนาคารทั้งในยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งต่างก็เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากการชะงักงันของเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะภาครัฐที่พุ่งสูง ฟองสบู่สินเชื่อในภาคการเงิน การถดถอยของราคาสินทรัพย์ และกฎเกณฑ์การควบคุมทางการเงินการคลังของประเทศเจ้าหนี้ โดยเฉพาะกฎเหล็กจากองค์กรทางการเงินต่างๆ ภาคการเงินจำนวนไม่น้อยจึงยังคงต้องพึ่งรัฐเพื่อการเพิ่มทุนจำนวนมหาศาลให้เป็นไปตามกฎการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง ขณะที่ตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งน้ำมัน ทองคำ และหุ้น ต้องผจญความผันผวนอย่างหนัก

ที่สำคัญ ขณะที่ยุโรปง่วนอยู่กับการช่วยเหลือกลุ่มประเทศ PIIGS ด้านสหรัฐฯ ซึ่งผ่านช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์จากซัพไพรม์ ฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์นโยบายที่ผิดพลาดของธนาคารกลาง (FED) และการเก็งกำไรในสิน ค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปี 2551-2552 กลับต้องเผชิญภาวะถดถอยซ้ำซ้อนกันเป็น รอบที่ 3 กระทั่งเฟด และกระทรวงการคลังไม่อาจหลีกเลี่ยงการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งจากมาตรการ Operation Twist และ QE 3 ซึ่งจะผูกพันต่อเนื่องไปถึงปี 2556 เช่นเดียวกับมาตรการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ ที่คาดว่าจะดำเนินไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวได้ในปี ค.ศ.2015 หรือในปี พ.ศ.2558

อันดับ 9...ลดภาษี win win win ทุกฝ่าย

แม้การปรับปรุงโครงสร้างภาษีของ กรมสรรพากร ตามคำสั่งของรัฐบาลในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสูญไปเกือบ 200,000 ล้านบาทก็ตาม แต่ในด้านภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ อัตราภาษีที่ลดลง ได้ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อ และการบริโภคแก่ประชาชนอย่างไม่เคยมีมาก่อน

นับตั้งแต่ต้นปีที่กรมสรรพากรได้ประกาศลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจากเดิม 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ทำให้รายได้ของกรมขาดหายไป 150,000 ล้านบาท แต่การลดอัตราภาษีดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการห้างร้านต่างๆ มีภาระภาษีที่ต้องจ่ายภาษีลดลง ขณะที่กำไรมีมากขึ้น ก็เป็นที่คาดหวังของรัฐบาลว่าภาคเอกชน จะนำกำไรที่ได้ไปลงทุนขยายธุรกิจ และบรรเทาผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันของรัฐบาล

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.55 ยังได้อนุมัติมาตรการทางภาษีเพิ่มเติม โดยให้สามี-ภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันสามารถแยกยื่นภาษีเงินได้ โดยมีผลบังคับใช้ทันทีในปี 2555 ที่ต้องยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเดือน ม.ค.-เดือน มี.ค.2556 นี้เลย ซึ่งจะทำให้รายได้ของกรมหายไปอีกกว่า 7,000 ล้านบาท

กรมสรรพากรยังปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่จากเดิมที่มี 5 อัตรา คือ 5% 10% 20% 30% และ 37% ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 7 อัตรา คือ 5% 10% 15% 20% 25% และ 30% ส่วนนี้จะทำให้กรมสูญรายได้เพิ่มอีก 27,000 ล้านบาท โดยจะมีผลบังคับใช้ในปี 2556 หรือยื่นภาษีในปี 2557 ซึ่งเมื่อรวมเม็ดเงินที่กรมสรรพากรต้องสูญไปจากมาตรการต่างๆเหล่านี้แล้ว คิดเป็นมูลค่าถึง 184,000 ล้านบาท

แต่กรมสรรพากรก็มีความมั่นใจว่าเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ 1.7 ล้านล้านบาท ในปีงบประมาณ 2556 ไม่ใช่ “เรื่องหิน” สำหรับกรม เพราะอัตราภาษีที่ลดลงจะส่งผลให้ภาคเอกชน และประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ต.ค.-พ.ย.55) ปรากฏว่ามียอดการจัดเก็บรายได้รวม 228,357 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 41,130

ล้านบาท หรือสูงขึ้น 21.97% ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เก็บได้สูงถึง 120,190 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 26,684 ล้านบาท หรือ 28.54%...ประชาชนได้ประโยชน์ เศรษฐกิจประเทศเติบโต และในที่สุดรัฐก็สามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มได้อีก...win win win ทุกฝ่าย

อันดับ 10...ทวาย จุดเปลี่ยนประเทศไทย

ทวายเป็นโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกในประเทศสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์เมื่อรัฐบาลของ นายพลเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีของพม่า ประกาศเปิดประเทศ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้ การเปิดประเทศทำให้ถนนทุกสายวิ่งเข้าสู่พม่า ขณะที่หลายประเทศ โดยเฉพาะคู่กัดอย่างสหรัฐฯที่เคยคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่า ก็จำเป็นต้องประกาศยกเลิกการคว่ำบาตร พร้อมส่งประธานาธิบดีเดินทางมาเยือน

โอกาสนี้ ทำให้รัฐบาลไทย โดยนายกฯยิ่งลักษณ์เข้าหารือกับนายพลเต็ง เส่ง เพื่อตั้งคณะกรรมการร่วมระดับสูงไทย–เมียนมาร์ ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่เกี่ยวข้องเพื่อการก่อสร้างถนน และระบบสาธารณูปโภคจากไทยไปพม่า

“โครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย” ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟู และสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ยืนยันหนักแน่นถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าในโครงการนี้ ซึ่งจะมีการก่อสร้างระบบราง และมอเตอร์เวย์เพื่อเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวายกับนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่งของประเทศไทย

ทั้งหมดนี้จะมีผลให้เกิดการเชื่อมโยงการขนถ่ายสินค้าระหว่างไทย จีน เวียดนาม ลาว และพม่า ในเส้นทางอีสต์เวสต์ คอริดอร์ และนอร์ทเซาท์ คอริดอร์ ผ่านท่าเรือน้ำลึกไปยังยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออก กลาง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าลงได้อย่างมหาศาล ขณะเดียวกันก็เพิ่มปริมาณการค้าของไทยมากขึ้นไปอีก ที่สำคัญ โครงการนี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาวด้วย รัฐบาลไทยจึงจำเป็นจะต้องสนับสนุนการลงทุนโครงการนี้ และร่วมมือกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่ลงทุนในประเทศไทยอย่างมหาศาลในการสนับสนุนโครงการก่อสร้างต่างๆ

ท่าเทียบเรือน้ำลึกทวายจึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากขั้วเศรษฐกิจโลกที่จะย้ายจากอเมริกา ยุโรป มายังเอเชีย โดยมีจีน และอินเดีย เป็นตลาดใหญ่.


ทีมเศรษฐกิจ