advertisement

วิชาลูกเสือ-เนตรนารี : การยังชีพในป่า (คอนกรีต)

โดย กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ 21 ก.พ. 2554 08:00

“เสียชีพอย่าเสียสัตย์” เป็นคำขวัญพระราชทานของลูกเสือ สาระพื้นฐานที่สอนในวิชาลูกเสือระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา คือ กฎของลูกเสือ 10 ข้อได้แก่ 1) ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้ 2) ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ 3) ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น 4) ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคนและเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก 5) ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย 6) ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ 7) ลูกเสือเชื่อฟังคำสั่งของบิดามารดา และผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ 8) ลูกเสือมีใจร่าเริง และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก 9) ลูกเสือเป็นผู้มัธยัสถ์ และ 10) ลูกเสือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ

ประวัติลูกเสือ

กิจการการลูกเสือได้เกิดขึ้นแห่งแรกของโลกที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) โดย ลอร์ดเบเดน โพเอลล์ (Lord Baden Powell) เรียกย่อว่า "บี พี" สืบเนื่องจากการรบกับพวกบัวร์ (Boar) ในการรักษาเมือง “มาฟิคิง” (Mafeking) ที่แอฟริกาใต้ในปี พ.ศ. 2442 ซึ่ง “บี พี” ได้ตั้งกองทหารเด็กให้ช่วยสอดแนมการรบ จนรบชนะข้าศึกเมื่อกลับไปประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2450 จึงได้ทดลองนำเด็กชาย 20 คน ไปอยู่ค่ายพักแรมที่ “เกาะบราวน์ซี” (Browmsea Islands) ซึ่งได้ผลดีตามที่คาดหมายไว้ ปี พ.ศ. 2451 “บี พี” จึงได้ตั้งกองลูกเสือขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ที่ประเทศอังกฤษ

สำหรับประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) เมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษาได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้ทรงทราบเรื่องการสู้รบเพื่อรักษาเมือง “มาฟิคิง” (Mafeking) ของ ลอร์ดเบเดน โพเอลล์ (Lord Baden Powell) เมื่อพระองค์เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทย ก็ได้ทรงจัดตั้งกองเสือป่า (Wild Tiger Corps) ขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2454 มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกหัดให้ข้าราชการและพลเรือนให้เรียนรู้วิชาทหาร รู้จักระเบียบวินัย มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) ได้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 ด้วยทรงมีพระราชปรารภว่า “เมื่อ ฝึกผู้ใหญ่เป็นเสือป่า เพื่อเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองแล้ว เห็นควรที่จะมีการฝึกเด็กชายปฐมวัยให้มีความรู้ทางเสือป่าด้วย เมื่อเติบโตขึ้นจะได้รู้จักหน้าที่และประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้าน เมือง จากนั้น ทรงตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (โรงเรียนวชิราวุธในปัจจุบัน) และจัดตั้งกองลูกเสือตามโรงเรียน ต่าง ๆ ให้กำหนดข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือขึ้น รวมทั้งพระราชทาน คำขวัญให้ลูกเสือว่า เสียชีพ อย่าเสียสัตย์ ” ผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นลูกเสือไทยคนแรก คือ นายชัพท์ บุนนาค ซึ่งต่อมา ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น นายลิขิตสารสนอง”

การยังชีพในป่า

เนื้อหาของวิชาลูกเสือสอนให้รู้จักใช้ชีวิตและเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ยากลำบาก การดำรงชีพในป่า การใช้อาวุธ การปฐมพยาบาล การทำอาหารแบบชาวป่า ล้วนเป็นการเตรียมพร้อมให้กับลูกเสือที่อาจจะต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก เช่น ในยามสงคราม มีการสู้รบ หรือในภารกิจที่ต้องอยู่ในป่าเพื่อทำการศึกษาวิจัย สำรวจ หรือ เป็นกิจกรรมการเดินป่าเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อน ทั้งนี้รวมถึงผู้ที่มีอาชีพที่ต้องทำงานในป่าตลอดเวลาเช่น เจ้าหน้าที่ของอุทยาน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหาร ตำรวจตะเวนชายแดน เป็นต้น

ความคิดที่ว่าต่อไปนี้จะไม่มีสงครามหรือการรบที่ใช้กำลังหรืออาวุธทำลายกัน แต่จะเป็นสงครามเศรษฐกิจ สงครามข่าวสาร สงครามสื่อ และอื่น ๆ แล้วแต่จะนำวาทกรรมต่าง ๆ มาใช้อธิบายภาพความขัดแย้งและการเอาชนะกันในสังคมมนุษยชาติแห่งอนาคต แต่ความคิดเหล่านั้นเป็นเพียงความคิดหนึ่ง เป็นการทำนายอนาคตอย่างหนึ่งเท่านั้น ในขณะเดียวกันการสู้รบยังมีอยู่ในปัจจุบัน ภาพของผู้อพยพจากภัยสงครามและการต่อสู่กันในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกยังมีเป็นข่าวอยู่เป็นประจำ

แม้แต่ในประเทศไทย ภาพของการสู้รบ การอพยพประชาชน การสร้างหลุมหลบภัย การใช้ชีวิตในค่ายผู้อพยพ นอนกลางดิน กินกลางทราย ของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากการสู้รบยังมี ปรากฏให้เห็นเป็นประจำเช่นกัน และถ้าศึกษาวิวัฒนาการทางสงครามแล้วจะพบว่า สงครามมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้เสมอ และการใช้แสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเอาชนะ ศัตรูมาโดยตลอด

ดังนั้นการเตรียมประชาชนให้พร้อมสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอจึงเป็นความ “ไม่ประมาท” และไม่หลงกลให้กับหลาย ๆ ประเทศที่เผยแพร่ความคิดและความเชื่อที่ว่า “จะไม่มีสงครามการใช้กำลังในอนาคต” แต่ขณะที่ประเทศเหล่านั้นสะสมกำลังและพัฒนาศักยภาพด้านการทหารและการรบตลอด เวลา การเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงครามและการรบเป็นการสนองพระบรมราโชวาทของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชการปัจจุบันที่พระราชทานไว้ว่า “…แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์…”

การจัดตั้งกองลูกเสือป่า และให้มีหลักสูตรและการสอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นการ แสดงถึงสายพระเนตรที่ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) โดยนำเอาวิชาทหารเข้ามาสอดแทรกอยู่ในวิชาลูกเสือ ปัจจุบันวิชาลูกเสือ-เนตรนารี นอกจากจะมีการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแล้ว ยังมีการเรียนการสอนในสถาบันการสอนวิชาชีพ เช่น วิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีกด้วย ถ้าประชาชนได้รับการปลูกฝัง กฎ 10 ข้อของลูกเสือแต่เยาว์วัย และได้รับการฝึกวิชาลูกเสือจะสามารถสร้างทักษะพื้นฐานหรือสมรรถนะของประชาชน เพื่อเตรียมตัวเป็นกองกำลังเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างดี เมื่อมีสถานการณ์ของสงครามหรือการสู้รบเกิดขึ้น

รัฐบาลและกระทรวง ศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับกิจการของลูกเสือ-เนตรนารีมาโดยตลอด แต่หลักสูตรและการสอนควรได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ บ้านเมือง พัฒนาการของเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก รัฐบาลควรเพิ่มความเชื่อถือและไว้วางใจในความรักชาติ รักอธิปไตยของประชาชน ปรับเปลี่ยนเจตคติของประชาชนที่มีต่อความรักชาติ การทำสงคราม การครอบครองอาวุธ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเอาชนะศัตรูและสอนการใช้อาวุธอย่างถูกต้องให้ กับประชาชน ผ่านช่องทางของการเรียนการสอนวิชาลูกเสือ-เนตรนารี และ วิชาทหาร (รด.) ในสถาบันการศึกษา

การยังชีพในเมือง (ป่าคอนกรีต)

ทักษะในการใช้ชีวิตในป่านั้นนักเรียนในต่างจังหวัดที่อยู่กับป่า และมีธรรมชาติแวดล้อมที่เป็นป่า เป็นภูเขา ยอมได้เปรียบในการเอาชีวิตรอดมากกว่านักเรียนที่อยู่ในเมืองหรือในป่า คอนกรีต แต่ในทางกลับกัน นักเรียนในเมืองหรือป่าคอนกรีต จะมีทักษะการเอาตัวรอดในเมืองใหญ่ได้ดีกว่านักเรียนที่อยู่ในป่า

การยังชีพในป่าคอนกรีตหรือการยังชีพในเมืองใหญ่นั้นเป็นสาระความรู้ที่ควรบรรจุ ไว้ในหลักสูตรวิชาลูกเสือ-เนตรนารี แม้แต่ในสถาบันการสอนวิชาทหารยังมีวิชาที่ว่าด้วยการรบในเมืองหรือในป่า คอนกรีตนอกเหนือจากการรบในป่า เพราะปัจจุบันนี้การรบไม่จำกัดเฉพาะในป่าหรือชายแดนเท่านั้น อานุภาพของอาวุธจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงเมืองใหญ่หรือเมืองหลวงของประเทศ ได้ตลอดเวลา และการเอาชนะศัตรูนั้นตัดสินด้วยการรบหรือสร้างความเสียหายกันในเมือง มากกว่าในป่า เนื้อหาสาระของการยังชีพในเมืองทีควรนำไปสอน มีดังนี้

1. การใช้บริการสาธารณะ รัฐและเอกชนมีการให้บริการสาธารณะหลากหลาย การใช้บริการให้ถูกต้อง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ห้องน้ำสาธารณะในสถานที่ต่าง ๆ จะใช้ได้ที่ไหน อย่างไรให้ถูกต้อง ปลอดภัย นอกจากนั้นบังมีบริการสาธารณะอื่น เช่น ตู้โทรศัพท์สาธารณะ สวนสาธารณะ รถเมล์ฟรี หรือแม้แต่การแจกอาหารฟรี เป็นต้น

2. สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในฐานะประชาชน ผู้เยาว์ ผู้หญิง เด็ก คนชรา ทั้งในทางกฎหมาย และในแนวทางปฏิบัติที่เป็นจริง สิทธิประโยชน์เหล่านี้ส่วนมากแล้วสามารถเข้าถึงและได้รับจากในเมืองเท่านั้น

3. หน่วยงานที่รับผิดชอบบริการประชาชน ในการให้บริการและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนนั้นมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนที่รับผิดชอบและพร้อมให้บริการให้ความช่วยเหลือประชาชนอยู่จำนวนมาก สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

4. สถานที่พักพิงฉุกเฉิน เช่น วัด สมาคม มูลนิธิ หรือหน่วยงานของรัฐ ที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และวิธีการการเข้าถึงและใช้ช่องทางเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือเหล่านั้น

5. การหลีกภัยในเมือง ภัย ในเมืองกับภัยในป่าแตกต่างกัน ภัยในป่าอาจจะเป็นภัยจากสัตว์ พืช แมลงมีพิษ หรือภูมิประเทศที่อันตราย แต่ในเมืองมีภัยต่าง ๆ เช่น อาชญากรรม การล่อลวง ฉ้อฉล และภัยจากการจราจร รวมทั้งอุบัติภัยต่าง ๆ เช่น การตกอยู่ในสถานการณ์ของไฟไหม้อาคารสูงหรือศูนย์การค้า การแพร่กระจายของกัมมันตรังสีและสารเคมี อันตรายจากสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ลิฟต์ บันใดเลื่อน และอื่น ๆ อีกมาก


ถึงแม้ว่าเนื้อหาสาระเหล่านี้ อาจมีการสอนในบางรายวิชาอยู่แล้วบ้างแต่ถ้าได้รับการสอนเสริมในวิชาลูกเสือ จะทำให้เพิ่มทักษะของการใช้ชีวิตในเมืองอย่างถูกต้องและมั่นใจมากขึ้น การที่ประชาชนในต่างจังหวัดเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวงเพื่อทำกิจกรรมทางการ เมือง ถ้าพวกเขาเหล่านั้นมีความรู้และเข้าใจการวิธีการยังชีพในเมือง ร่วมกับวิธีการยังชีพในป่า จะทำให้พวกเข้าสามารถใช้ประโยชน์จากบริการสาธารณะได้อย่างมาก และไม่สร้างความขัดแย้งหรือความคับข้องใจให้กับประชาชนที่มีชีวิตปกติใน เมืองหลวงอีกด้วย

สรุป

การเตรียมกำลังคนเพื่อ สถานการณ์สงคราม และการสู้รบเป็นความจำเป็น สถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการสอนวิชาลูกเสือ-เนตรนารีมากขึ้น ควรมีการปรับปรุงหลักสูตรและการสอนอยู่เสมอ ควรเพิ่มการสอนเนื้อหาสาระสำหรับการยังชีพ การหลีกภัยในเมืองหรือป่าคอนกรีต และส่งเสริมให้มีการเรียนวิชาทหารทั้งชายและหญิง (รด.) โดยมีการเรียนต่อยอดในระดับที่สูงขึ้นในทุกสถาบันการศึกษา ปรับเปลี่ยนทัศนะของประชาชนและให้ความรู้ความเข้าใจด้านการทำสงคราม การสู้รบการรักษาอธิปไตยและรักษาดินแดน การใช้อาวุธ ตลอดจนการเอาตัวรอดและการยังชีพในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นการสร้างสมรรถนะการรบและการต่อสู้ของประชาชนให้ศัตรูเกิดความยำเกรง และสนองพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า“…แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์…”

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement