advertisement

อยากกินปลาทูจังอ่ะ

โดย เผ่าทอง ทองเจือ 2 ก.พ. 2555 05:30

เมื่อวานซืนผมเพิ่งไปบรรยายที่คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี ตามคำเชิญของอาจารย์อรรถพลเจ้าของวิชา ผมดีใจมากที่ได้มีโอกาสสนองคุณกับสถาบันที่ได้เคยอบรมบ่มเพาะตัวผมมาจนเติบกล้า แม้จะมิใช่คณะที่ตนเองจบมา แต่ก็ร่วมสถาบันเดียวกัน เป็นศิษย์ของพระพิฆเณศวรและร้องเพลง "ซานต้าลูเซีย" ร่วมกัน มีอะไรหนักเบาก็ช่วยเหลือกันไป  

เมื่อบรรยายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้างก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมจึงขอแวะเข้าไปเดินเล่นในตลาดสดของจังหวัดเพชรบุรีซะหน่อย ผมเป็นคนชอบเดินตลาดมากครับ ชอบดูและลิ้มลองผักพื้นบ้านชื่อแปลกๆ เสมอมา ถ้ามีโอกาสเมื่อใดก็จะรีบฉวยโอกาสนั้นเข้าไปเดินตลาดทันที ตลาดสดเมืองเพชรวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ดูดีกว่าเดิม คึกคักน่าตื่นตาตื่นใจ ของสดๆ ทั้งผักหญ้าปลาปูมีมากมาย ดูแล้วชื่นใจว่าเมืองไทยของเรานี้แสนอุดมสมบูรณ์จริงๆ ขณะกำลังเพลิดเพลินเจริญใจเดินนวยนาดเป็นพระยาน้อยชมตลาดนั้น ก็มีเสียงเอะอะขอทาง หลังจากที่กระโดดหลบหลีกเลี่ยงรถเข็นเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งหลักหันกลับไปดู ปรากฏว่าเป็นรถเข็นตะกร้าปลาทูสดที่ซ้อนกันมาเป็นตั้งใหญ่ ปลาทูในตะกร้ายังส่งสายตาใสแจ๋วมาทักทายผมซะอีก เป็นทำนองเชิญชวนว่า 'ตามมาสิคะ'  

ปลาทูเป็นปลาทะเลตระกูลเดียวกันกับปลาโอ ปลาอินทรี และปลาทูน่า ชอบอยู่ตามแถบชายฝั่งทะเลไล่ลงไปจนถึงความลึกที่ 200 เมตร ชอบอยู่ในที่อุณหภูมิที่ไม่ต่ำกว่า 17 องศาเซลเซียส  ที่บ้านเรามีปลาทูอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือปลาทูตัวสั้น กินอร่อยกินมัน และนิยมมากที่สุด ปลาทูปากจิ้งจก และปลาทูโม่ง ทั้งสองสายพันธุ์หลังนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก ปลาทูกินแพลงตอน สาหร่ายทะเลทั้งสีเขียว และน้ำตาลเป็นอาหาร ชอบอยู่กันเป็นฝูงใหญ่ๆ ปลาทูตัวหนึ่งจะออกไข่ได้ครั้งละ 15000-30000 ฟอง เนื้อปลาทูมีสารโอเมก้า 3 สูงมาก จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ลดคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ รักษาระดับความข้นของเลือดให้อยู่ในระดับปกติ

การกินปลาทูให้อร่อยต้องกินในราวเดือน 9 ถึงเดือน 12 ก็ตกราวๆ เดือนกันยายนถึงราวพฤศจิกายน ว่ากันว่าเป็นช่วงที่ปลาทูกำลังมีเนื้อแน่น และมันสุดๆ  


เรื่องราวของปลาทูนั้นเป็นอมตะอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดปรานการเสวยปลาทูเป็นยิ่งนัก ในการเสด็จประพาสที่จังหวัดราชบุรีในปี พ.ศ. 2444 ได้ทรง "เล่นสนุก" ด้วยการทดลองประทับรถไฟโดยสารธรรมดา แม้ว่าเจ้าพนักงานรถไฟจะกราบบังคมทูลให้ประทับที่ชั้น 1 ก็ตาม พระองค์กลับเสด็จฯ เลยไปยังชั้น 3 ซึ่งที่นั่งเป็นแค่ไม้กระดานแผ่นแข็ง ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จทั้ง 15-16 คนก็ตาลีตาเหลือกตามเสด็จไปด้วยจนลืมซื้อตั๋ว เมื่อพนักงานตรวจตั๋วมาถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นเสนาบดีใหญ่ เจ้าพนักงานผู้นั้นก็เกิดออกอาการตัวสั่นงันงกด้วยความประหม่าตื่นเต้น กราบบังคมทูลปากคอสั่นว่า "จะขอพระราชทานตั๋ว" รัชกาลที่ 5 ทรงมีรับสั่งไปว่า "ถ้าตั๋วไม่มี ก็ซื้อเขาเสียสิ" บรรดาข้าราชการที่ตามเสด็จต่างก็รีบควักสตางค์จ่ายกันอุตลุด รถไฟแล่นมาได้ระยะหนึ่งก็เกิดเสียแถวเชิงสะพานข้ามแม่น้ำ เจ้าพนักงานรถไฟตะโกนให้ผู้โดยสารลงเดินข้ามสะพาน พระองค์ก็ทรงเดินข้ามไปด้วยพร้อมๆ กับคนอื่น ระหว่างทางได้ทรงสวนกับชาวจีนหาบปลาทูนึ่งผ่านมา 2 เข่งใหญ่ๆ พระองค์ท่านไม่ทรงรั้งรอ ทรงขอแบ่งซื้อปลาทูนึ่งจากจีนผู้นั้น 1 เข่ง และพระราชทานเงินค่าปลาทูรวมกับค่าพระเมตตาเป็นเงินในขณะนั้นถึง 6 บาท ซึ่งถือว่ามากโขที่สุดแล้วทีเดียว พระกระยาหารเย็นวันนั้นคงจะเป็นเมนูปลาทูนึ่งเข่งที่ทรงซื้ออย่างแน่นอน

เรื่องราวความโปรดปรานปลาทูของรัชกาลที่ 5 ยังมีอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปลาทูทอดนั้น ทรงมีความพิถีพิถันอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าผู้ที่จะทอดปลาทูถวายเป็นเครื่องเสวยนั้น ต้องเป็นฝีมือของเจ้าจอมเอิบ (ในสกุลบุนนาค) เท่านั้น โดยจะทรงเรียกด้วยความคุ้ยเคยว่า นางเอิบ ท่านผู้นี้เป็นชาวเพชรบุรีโดยกำเนิด เพราะเป็นธิดาของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) สมุหเทศาภิบาลมณฑลเพชรบุรีในขณะนั้น เทียบง่ายๆ ก็เท่ากับผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน


สวนดุสิต
วันที่ ๕ เมษายน ร.ศ.๑๒๙
ถึงพระยาบุรุษ
พิธีตรุศนี้จะไปต่อวัน ๑๔ ค่ำ ๑๒-๑๓ ค่ำว่าง คิดจะหาข้าวกินที่นาพญาไทเช่นครั้งก่อน โดยบอกดุ๊กและอาภา พระยาวรพงษ์ พระยาเวียงในไปแล้ว ให้คิดอ่านจัดการสำหรับกินข้าวเช่นคราวก่อนอีก เรื่องทอดปลาทู ข้าอยู่ข้างกลัวมาก ถ้าพลาดไปแล้ว ข้ากลืนไม่ลง ขอให้จัดตั้งเตาทอดปลาที่สพาน ต่อเรือนข้างหน้าข้างใน บอกกรมวังให้จัดรถให้นางเอิบ ออกไปทอดปลา เตรียมเตาและกะทะไว้ให้พร้อม
สยามินทร์

ปลาทูเสวยนั้นต้องขนาดกำลังพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินงาม ทอดในน้ำมันที่ร้อนได้ที่ หนังปลาจะพองร่อนขึ้นมาจากเนื้อปลา และออกทางกรอบหน่อยๆ การกลับปลาน้อยครั้งกับการคุมความร้อนให้คงที่จะช่วยให้หนังปลาไม่มีตำหนิ ทั้งยังมีสีเหลืองทองเข้มเป็นมันน่ารับประทานอีกด้วย

นอกจากนั้นในบางครั้งที่ทรงมีโอกาส พระองค์ก็จะทรงลงปรุงเมนูปลาทูเสวยด้วยพระองค์เอง เช่นในโอกาสลำลองอย่างการเสด็จประพาสต้นจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2448..."...วันที่ ๒๔ เวลาเช้า เสด็จลงเรือฉลอมแล่นใบออกไปประพาสละมุ ที่เขาจับปลาตามปากอ่าวแม่กลอง  มีเรือฉลอมแล่นไปในกระบวนเสด็จด้วยกัน ๓ ลำด้วยกัน  เที่ยวซื้อกุ้งปลาที่เขาจับได้ตามละมุ แล้วต้มข้าวต้ม ๓ กษัตริย์ขึ้นในเรือฉลอม ที่เรียกว่าข้าวต้ม ๓ กษัตริย์นั้น คือ ต้มอย่างข้าวต้มหมู แต่ใช้ปลาทู กุ้ง กับปลาหมึกสดแทรกแทนหมู เป็นของทรงประดิษฐ์ขึ้นเช้าวันนั้นเอง ตั้งแต่ฉันเกิดมาไม่เคยกินข้าวต้มอร่อยเหมือนวันนั้นเลย..." นี่คือถ้อยคำรำพึงรำพันพรรณนาความเอร็ดอร่อยในเช้าวันนั้น ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ได้รับพระราชทานข้าวต้ม 3 กษัตริย์จากรัชกาลที่ 5

.....ผมเดินตามเข่งปลาทูที่เข็นผ่านไปจนถึงแผงขายปลาทู ณ ที่นั้นสายตาปลาทูทั้งหลายต่างก็จับจ้องมองมาที่ตัวผม ความสดใหม่ที่แทรกซึมอยู่ในอณูของตัวปลา ต่างก็ส่งสัญญาณเชิญชวนจนผมอดไม่ได้ที่จะต้อง "ขน" ปลาทูกลับบ้านมาเป็นของฝากเพื่อนฝูงเป็นจำนวนมาก และอยากร้องตะโกนดังๆว่า "ผมชอบกินปลาทูมากครับ".

เผ่าทอง ทองเจือ
www.facebook.com/paothong.pan
www.facebook.com/paothong.thongchua

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement