advertisement

Happy birthday นะจ๊ะ...เมืองเชียงใหม่

โดย เผ่าทอง ทองเจือ 11 เม.ย. 2556 05:30

ในวันที่ 12 เมษายนนี้ จะเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 717 ปี ของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีประวัติความเป็นมาและการก่อตั้งที่เก่าแก่มากที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ประวัติของเมืองเชียงใหม่นี้เกี่ยวข้องกับ พญามังราย กษัตริย์ผู้ทรงสถาปนานครเชียงใหม่โดยตรง กล่าวคือ ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ประสูติเมื่อ พ.ศ.1781  ทรงเป็นเชื้อสายของ พระเจ้าลวจังกราช ผู้ปกครองชนเผ่าไทยยวน ทรงมีอาณาจักรของพระองค์มาแต่ดั้งเดิมเอง คือ เมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสน หรือเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน และถือกันว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในภูมิภาคแถบนี้ ซึ่งสถาปนาขึ้นมาโดยบรรพบุรุษของพระองค์ตั้งแต่ราวปี พ.ศ.1182 

พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ.1981 ทรงมีพระราชดำริว่า ใน แว่นแคว้นโยนกประเทศ หรือ อาณาจักรล้านนาประเทศแห่งนี้ มีบรรดาเมืองต่างๆ มากมาย ต่างก็ตั้งตนเป็นเอกราชกระจายกันอยู่ทั่วไป ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากเชื้อวงศ์ของ ปู่เจ้าลาวจก หรือ ลวจังกราช อันเป็นวงศ์เดียวกับพระองค์ จึงสมควรที่จะรวบรวมเข้าเป็นมหาอาณาจักร เพื่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับทั้งเพื่อความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันด้วย และพร้อมกันนั้นก็ทรงมุ่งหมายที่จะแสวงหาพื้นที่อันมีชัยภูมิที่ดีที่สุดของภูมิภาคนี้ เพื่อสถาปนาให้เป็นราชธานีของพระองค์เองและเป็นศูนย์แห่งความเจริญรุ่งเรืองอันถาวรสืบไป

ดังนั้นในปี พ.ศ.1805 จึงทรงสร้างเมืองเชียงรายคือตัวจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน โดยการก่อกำแพงเมืองโอบเอาดอยจอมทองไว้ท่ามกลางเมือง ต่อมาทรงปราบปรามและตีเมืองของ ชาวลัวะ คือ มังคุมมังเคียน ได้ แล้วขนานนามเมืองใหม่ว่า เมืองเชียงตุง ปัจจุบันเมืองนี้ยังคงใช้ชื่อเมืองเดิม แต่อยู่ในประเทศสหภาพพม่า (Union of Myanmar) อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเมืองดังกล่าวมาแล้วนี้ ก็ยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วนที่จะเป็นอัครราชธานีประจำรัชกาลของพระองค์ ตามพระราชประสงค์ที่ทรงตั้งพระทัยเอาไว้

ครั้นเมื่อกาลเวลาผ่านไปราว 13 ปี จึงทรงย้ายราชธานีไปประทับที่ เมืองฝาง ในปี พ.ศ.1818 อันเป็นเมืองโบราณที่สร้างมาแต่ครั้งพระเจ้าลวจังกราช อันเป็นบรรพบุรุษของพระองค์เอง ด้วยเหตุผลว่าเมืองฝางมีอาณาเขตติดต่อ กับ อาณาจักรหริภุญไชย ของ พญายีบา และพญามังรายเองก็ทรงทราบเรื่องราวของความเจริญรุ่งเรืองและความอุดมสมบูรณ์ของเมืองหริภุญไชยมาโดยตลอด จึงทรงมีพระทัยปรารถนาที่จะผนวกเอาดินแดนหริภุญไชยนี้ให้เข้ามาอยูู่ร่วมกับอาณาจักรของพระองค์ให้จงได้ พระองค์ทรงใช้กุศโลบายอันชาญฉลาดและความอดทนอย่างยิ่งยวดและประสบความสำเร็จในปี พ.ศ.1824

หลังจากที่ประทับอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทรงพบว่านครหริภุญไชยนี้มีชัยภูมิอันยังไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องของการชลประทาน จึงทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นอีกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งชื่อเมืองใหม่นี้ว่า เมืองชะแว เมืองนี้มีชัยภูมิไม่ดี จึงถูกน้ำท่วมหลายครั้ง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทรงย้ายมาสร้างเมืองใหม่ขึ้นอีกเมืองหนึ่ง คือ เวียงกุมกาม ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอสารภีในปัจจุบัน แต่เมืองนี้ก็ยังถูกน้ำท่วมอีก จึงไม่เหมาะสมที่จะให้เป็นราชธานีที่ถาวรได้ พระองค์ได้ทรงพยายามแสวงหาทำเล ภูมิประเทศเพื่อสร้างเมืองใหม่ เพื่อให้สามารถควบคุมพื้นที่เหนือดินแดนลุ่มแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำกก ตลอดไปจนถึงแม่น้ำโขงตอนกลาง และแผ่ออกไปจนถึงหัวเมืองไทยใหญ่ หรือเงี้ยวทั้ง 11 หัวเมืองในลุ่มแม่น้ำสาละวิน อันเป็นฐานแห่งเศรษฐกิจการเมืองที่สำคัญยิ่ง

เพื่อให้การครั้งนี้ลุล่วงไปได้โดยดีนั้น พระองค์ได้ทรงเชิญพระสหายของพระองค์ มาร่วมช่วยคิดหาชัยภูมิและสร้างบ้านแปลงเมือง คือ พระยาร่วง หรือ พ่อขุนรามคำแหงแห่งเมืองสุโขทัย และ พระยางำเมือง แห่งเมืองพะเยา ในที่สุดทรงพบว่าบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ตอนเหนือของเวียงกุมกาม บริเวณเชิงภูเขาสุเทพต่อกับชายฝั่งแม่น้ำปิงโดยตลอดนั้น มีชัยภูมิอันเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสามพระองค์จึงได้ร่วมกันสถาปนาราชธานี ที่ต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของการเมือง การปกครอง ศิลปวัฒนธรรม และศูนย์กลางของความเจริญรุ่งเรืองนานับปการ ของดินแดนล้านนาประเทศแห่งนี้สืบมาจนปัจจุบัน

และจากหลักฐานสำคัญคือ ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น อันเป็นวัดสำคัญที่สุดในครั้งนั้น ได้กล่าวว่า พระองค์ได้พระราชทานนามเมืองนี้ว่า  "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.1839 มีนามอันเรียกสั้นๆ ว่า "นครเชียงใหม่" โดยพระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์มังราย และมีกษัตริย์สืบทอดลงมา 18 พระองค์

ดังนั้นในวันนี้ผมจึงขอถือโอกาสกล่าวแสดงความยินดีในวาระครบรอบการก่อตั้งเมืองนี้ กับชาวเชียงใหม่ทุกท่าน ที่มีส่วนในการทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า สมกับที่พญามังราย ผู้สถาปนาบ้านเมืองนี้ได้ทรงตั้งพระปณิธานเอาไว้...

เผ่าทอง  ทองเจือ
www.facebook.com/paothong.pan
www.facebook.com/paothong.thongchua

 

โหวตข่าวนี้