แดงรุมอัด วินเถื่อน-ตู้ม้า โยง'ฉลอง'

โดย ทีมข่าวหน้า 1 11 พ.ค. 2555 09:00

แค้นขวางจตุพรดีเอสไอการันตีไม่ฟ้องคดีหมิ่น ยุติคดีผังล้มเจ้า

เสื้อแดงรุมจวก “ฉลอง” ขวาง “จตุพร”นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี บี้ให้ออกมาขอโทษฐานดูถูกคนเสื้อแดง จวกยับทำตัวเป็นนักเลงอันธพาลคุมวินเถื่อน แฉกลับสงสัยมีเอี่ยวผลประโยชน์ตู้ม้าใน จ.สมุทรปราการ จี้พรรคเพื่อไทยเรียกมาตักเตือนให้เปลี่ยนพฤติกรรม ด้านดีเอสไอการันตีเก้าอี้รัฐมนตรีให้“จตุพร” ยืนยันความบริสุทธิ์ไม่สั่งฟ้องคดีหมิ่นสถาบัน อ้างคำปราศรัยไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 พร้อมฟอกผิดคดีผังล้มเจ้าสั่งยุติการสอบสวนเพราะไม่พบการกระทำผิด “นพดล” รีบสงบศึกความแตกแยกในพรรค ยืนกรานไม่มีการปรับ ครม.ในเร็วๆนี้ อ้างให้นายกฯเร่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชนก่อน ปชป.ไล่บี้รัฐบาลล้มเหลวแก้ไขปัญหาของแพง เย้ยโครงการถูกทั้งแผ่นดินไร้ประโยชน์แก้ปัญหาไม่ถูกจุด หวั่นเปิดช่องกดราคาสินค้าเกษตรกร กมธ.ลงพื้นที่สำรวจราคาชุดนักเรียนจับโกหกกระทรวงพาณิชย์ โวยราคาแพงเว่อร์ชุดละ 500 บาท  เตรียมเรียก “กิตติรัตน์” แจงข้อมูลสินค้าแพง

สืบเนื่องจากกรณีที่มีข่าวว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะเข้ามารับตำแหน่ง รมช.มหาดไทยในการปรับ ครม.ต้นเดือนหน้า แต่ถูกต่อต้านจากเพื่อน ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย โดยนายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ระบุว่านายจตุพรยังติดคดีหมิ่นสถาบันนั้น

นายกฯปัดปรับ ครม.ขอแก้ของแพง

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 10 พ.ค. ที่รัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เดินทางมาที่รัฐสภา เพื่อร่วมประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 เป็นวันที่ 13 โดยนายกฯ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อถูกซักถึงการปรับคณะรัฐมนตรีที่มีกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยระบุเพียงว่าขอแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงให้ประชาชนก่อน

อำนาจอยู่ที่นายกฯ ไม่เกี่ยว “ทักษิณ”

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ว่า คาดว่าไม่น่าจะมีการปรับในเร็วๆนี้ เพราะนายกฯต้องการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองก่อนปัญหาการเมืองต้องเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ก่อนที่จะมาพิจารณาว่าจะปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อใด ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้บริหารมืออาชีพของท่านนายกฯ ที่เห็นถึงความสำคัญของประชาชนมาก่อนนักการเมือง ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางมาที่ประเทศจีน เพื่อคลี่คลายปัญหาในพรรคเพื่อไทย และจะมีคนบินไปขอตำแหน่งนั้น การที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปไหนไม่ใช่ธุระของพรรคประชาธิปัตย์ การจะมีคนที่เคารพนับถือบินไปพบล้วนเป็นเรื่องปกติ ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีปัญหาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี หรือการทำงานในรัฐบาล เพราะมีโครงสร้างที่เข้มแข็งและจัดการปัญหาทุกอย่างได้ตามระบบอยู่แล้ว ส่วนการบินไปขอตำแหน่งก็คงไม่มี เพราะท่านนายกฯยิ่งลักษณ์จะประเมินการทำงานของคณะรัฐมนตรีของท่านเอง จะปรับใครออกหรือจะเชิญบุคคลใดเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลท่านนายกฯจะเป็นคนตัดสินใจทั้งสิ้น

สงบศึกภายในให้รอฟัง “ยิ่งลักษณ์”

นายนพดลกล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการให้สัมภาษณ์กระทบกระทั่งกันในพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีนั้น ส่วนตัวอยากจะให้แต่ละฝ่ายใช้ความอดทน ละเว้นการแสดงความเห็นที่จะสร้างความแตกแยกผ่านสื่อ เพราะในขณะนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะปรับคณะรัฐมนตรี ท่านนายกฯยิ่งลักษณ์จะเป็นคนกำหนดเองว่าจะปรับเมื่อใด และจะปรับใครเข้าใครออก ขณะนี้ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยทำงานแก้ไขปัญหาปากท้องของแพงอย่างเร่งด่วน และอยากจะเห็นความเป็นเอกภาพและความสามัคคีกันในพรรคแกนนำ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรทำให้ประชาชนผิดหวัง

ญาติวีรชนหอบดอกไม้ให้กำลังใจ

วันเดียวกัน นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 พร้อมคณะเดินทางมาที่รัฐสภา เพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจนายจตุพร พรหมพันธ์ุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. หลังจากที่ถูกนายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย คัดค้านการเข้ารับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย โดยมีนายก่อแก้ว พิกุลทอง นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายวรชัย เหมมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย มาเป็นตัวแทนรับมอบ โดยนายอดุลย์กล่าวว่า ตนและญาติวีรชนรู้สึกไม่สบายใจที่นายฉลองพูด ขอให้นายจตุพรยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตย ตั้งปณิธานในการต่อสู้และให้ยึดถือไว้เป็นแบบอย่าง ส่วนเรื่องที่มีข้อกล่าวหาว่าเผาบ้านเผาเมืองนั้น ในฐานะผู้ประสบภัยก็อยากเรียกร้องไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามขอให้หยุดพูดในเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หวังว่ารัฐบาลจะเร่งทำความจริงให้ปรากฏ ยืนยันว่าญาติวีรชนพฤษภา 35 ไม่มีการแบ่งฝ่ายและอยากเห็นความปรองดอง ให้คนในประเทศไทยกลับมาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ส.ส.เสื้อแดงรุมซัด “ฉลอง” อันธพาล

นายวรชัยกล่าวว่า ไม่ได้ปกป้องนายจตุพรแต่ปกป้องกระบวนการประชาธิปไตย การที่นายฉลองกล่าวหาคนเสื้อแดง จึงอยากถามกลับไปว่านายฉลองได้เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทยและได้เป็นรัฐบาล ก็เพราะคนเสื้อแดงเป็นคนเลือก ไม่รู้ว่าการที่นายฉลองออกมาพูดนั้น มีเบื้องหลังหรือเพื่อใคร อีกทั้งระหว่างนายฉลองกับนายจตุพร มีภูมิหลังแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซีดีเถื่อน คุมวินเถื่อน นักเลง อันธพาล ที่ผ่านมาก็เคยให้ตำรวจปราบปรามตู้ม้าที่ จ.สมุทรปราการ แต่นายฉลองกลับมาบอกว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยว แสดงว่านายฉลองมีส่วนเกี่ยวข้องกับตู้ม้าที่ จ.สมุทรปราการ หรือไม่ และนายฉลองยังเคยพูดอีกว่าถ้าแน่จริงให้ไปบอกคนเสื้อแดงว่า อย่ามาเลือกตนอีก การพูดเช่นนี้เป็นการดูถูกคนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทยและประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรค จึงต้องการให้นายฉลองออกมาขอโทษประชาชนและคนเสื้อแดง

ยัน “ทักษิณ–พท.–นปช.” แยกกันไม่ได้

นายวิภูแถลงกล่าวว่า เป็นพฤติการณ์และการกระทำของนายฉลอง ที่ทำลายกระบวนการประชาธิปไตย ที่ให้สัมภาษณ์จาบจ้วงคนเสื้อแดงอย่าเหิมเกริมนั้น หมายความว่าอย่างไร ทั้งที่ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา คนเสื้อแดงได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่ที่ใส่เสื้อแดงนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ของกลุ่ม นปช. ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็ได้ถูกกระทำโดยฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง จึงต้องพึ่งพาอาศัยกันต่อสู้ จะแยกจากกันไม่ได้ เพราะเป็นมิตรที่ร่วมรบกับ  พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้ตนเห็นว่าพรรคเพื่อไทยสมควรที่จะมีการตักเตือนนายฉลอง เพราะมิตรต้องไม่มีมุมมองกับมิตรเยี่ยงศัตรู นอกจากนี้ต้องขอขอบคุณกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ได้แถลงสั่งไม่ฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีผังล้มเจ้า ซึ่งมีนายจตุพรและพวกตนเป็นผู้ต้องหา เนื่องจากพบว่าไม่มีที่มาที่ไป และปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน

“เหวง” อัด “ฉลอง” เป็นคนไม่มีค่า

นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่า การที่นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย สกัดกั้นไม่ให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. ได้เป็นรัฐมนตรีนั้น ผู้ที่จะพิจารณาการปรับ ครม.คือนายกรัฐมนตรีไม่ใช่นายฉลอง ที่ผ่านมานายจตุพรต่อสู้กับเผด็จการ และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด แต่นายฉลองเล่นการเมืองมานาน เคยทำอะไรบ้าง เห็นแต่มีเรื่องที่น่าสงสัย นายฉลองเป็นคนไม่มีค่าอะไรเลย เมื่อเทียบกับนายจตุพร

“อุดมเดช” ไม่ติดใจนนทบุรีไร้ รมต.

นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีนายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย คัดค้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำคนเสื้อแดง ไม่ให้ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทยว่า เชื่อว่าทุกคนมีความหวังดีต่อพรรค แต่อาจมีมุมมองต่างกัน ซึ่งต้องค่อยๆปรับความเข้าใจกันไป ในฐานะ ส.ส.นนทบุรี เหมือนกับนายฉลอง ที่ผ่านมายังไม่มีโอกาสได้เจอนายฉลอง แต่ยอมรับว่าไม่สบายใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น หากเจอนายฉลองจะไปซักถามว่า มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เพราะแต่ละฝ่ายอาจมีความรู้สึกกันอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าในที่สุดคงปรับความเข้าใจกันได้ เพราะที่ผ่านมาเท่าที่ได้คุยกับนายจตุพรถึงปัญหาที่เกิดขึ้น นายจตุพรก็ไม่ติดใจอะไร ส่วนที่นายฉลองพูดถึง ส.ส.นนทบุรี 7 คน ไม่ได้โควตารัฐมนตรีแม้แต่คนเดียวนั้น เรื่องการปรับ ครม.ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ใหญ่ในพรรค หากนำเรื่องโควตามาพูดกัน เก้าอี้รัฐมนตรี 35 ตำแหน่งก็คงไม่พอ

“สุณิสา” ตีปาก “ฉลอง” แขวะ “จตุพร”

ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีนายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นโจมตีคนเสื้อแดงและนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. เกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ไม่ใช่ท่าทีของพรรค แต่ถือเป็นความเห็นของนายฉลองคนเดียว ส่วนการปรับ ครม.นั้น พรรคเพื่อไทยได้มอบอำนาจให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่มีการใช้ระบบโควตา ดังนั้นขอให้สมาชิกที่ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปรับ ครม. ต้องระมัดระวังการให้สัมภาษณ์ ที่จะส่งผลให้เกิดความแตกแยกภายในพรรค หาก ส.ส.ของพรรคต้องการแสดงความคิดเห็นใดๆ ควรนำเรื่องเข้าหารือภายในที่ประชุมพรรค ไม่ใช่ให้ข่าวผ่านสื่อมวลชน จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจสับสน ส่วนกรณีนายฉลองพูดพาดพิงคนเสื้อแดงทำนองว่า ไม่มีความสำคัญกับพรรคเพื่อไทยนั้น ถือเป็นความเห็นของนายฉลอง ไม่เกี่ยวกับพรรค ที่เรามีความชื่นชมประชาชนทุกกลุ่ม ที่มีจุดยืนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

“วิเชียร” ยื่นลาออก ส.ส.วันที่ 11 พ.ค.

นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่จะลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี ว่า ในวันที่ 11 พ.ค. เวลาประมาณ 12.00 น. นี้ จะยื่นลาออกต่อนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร อย่างเป็นทางการ โดยวันนี้ได้ไปแจ้งให้นายสมศักดิ์ทราบแล้ว ซึ่งนายสมศักดิ์ได้อวยพรให้โชคดี ส่วนการลงสมัครแข่งขันนายก อบจ.อุดรธานีครั้งนี้ ยอมรับว่าคงเหนื่อยหน่อย เพราะผู้สมัครที่เป็นอดีตนายกอบจ.อุดรฯนั้น มีทุนค่อนข้างเยอะ

ดีเอสไอแถลงสั่งไม่ฟ้อง “จตุพร”

วันเดียวกัน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงความคืบหน้าคดีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกับพวก ทำผิดมาตรา 112 ว่า คดีนายจตุพรกล่าวปราศรัยเมื่อปี 2554 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พนักงานสอบสวนคดีพิเศษกับอัยการฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นว่าควรสั่งไม่ฟ้องนายจตุพรกับพวก ด้วยเหตุผลว่าคำกล่าวในการปราศรัยครั้งนั้น ยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 จึงสั่งไม่ฟ้อง พร้อมส่งสำนวนไปยังอัยการฝ่ายคดีพิเศษแล้ว ส่วนความคืบหน้าการสอบสวนคดีผังล้มเจ้า ที่มีรายชื่อบุคคล 39 คนในผังตามคำร้องทุกข์ของ ศอฉ. ที่ผ่านมาดีเอสไอแยกดำเนินคดีเฉพาะรายบุคคลออกมา 23 ราย มีทั้งสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้องไปยังอัยการคดีพิเศษ ส่วนคดีผังล้มเจ้าในภาพรวม จากการสอบสวนไม่มีพยานยืนยันความชัดเจนในการจัดทำผัง และไม่มีพยานให้การยืนยันการทำผิด ดีเอสไอและอัยการได้ประชุมร่วมกันพร้อมเห็นว่าควรงดการสอบสวน เพราะขณะนี้ยังไม่พบการกระทำความผิด หากภายหน้าพบพยานหลักฐานสามารถดำเนินการสอบสวนใหม่ได้

“เทพไท” โต้ พท.คนใต้ไม่เปลี่ยนใจ

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในการปรับ ครม.ของพรรคเพื่อไทย เป็นเรื่องภายในที่จะต้องจัดสรรประโยชน์ให้ลงตัว ไม่ควรที่จะมาพาดพิงพรรคฝ่ายค้าน โดยอ้างว่าการปรับ ครม.ให้นายจตุพร พรหมพันธ์ุขึ้นเป็น รมช.มหาดไทย ทำให้พรรคประชาธิปัตย์หวาดกลัวที่จะเสียฐานคะแนนเสียงในภาคใต้ เป็นการสำคัญผิดของพรรคเพื่อไทย ว่า นายจตุพรเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมือง สามารถเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของคนใต้ได้ ซึ่งในข้อเท็จจริงแม้ว่านายจตุพรจะเป็นคนใต้ แต่เป็นคนใต้ที่คนไม่ยอมรับ เพราะรู้เท่าทันพฤติกรรมของคนเหล่านี้มาโดยตลอด นายจตุพรจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ดังนั้น ต่อให้พรรคเพื่อไทยแต่งตั้งแกนนำ นปช.ที่เป็นคนใต้ ไม่ว่าจะเป็นนายก่อแก้ว พิกุลทอง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย รวมถึงนายเจ๋ง ดอกจิกขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีครบทุกคน ก็ไม่กระทบกระเทือนต่อฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน

“อภิสิทธิ์” ข้องใจดีเอสไอไม่ฟ้อง “จตุพร”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ มีคำสั่งไม่ฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ที่กล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำที่หมิ่นสถาบันว่า รู้สึกข้องใจในดุลพินิจของดีเอสไอ เพราะเนื้อหาในการปราศรัยมีคำไม่เหมาะสม และมีเจตนาค่อนข้างชัด และการแถลงวันนี้สอดรับกับคำพูดของแกนนำคนเสื้อแดงก่อนหน้านี้ ซึ่งทางพรรคกำลังตรวจสอบที่มาที่ไปของคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวว่ามีความเป็นมาอย่างไร โดยคนที่ใช้ดุลพินิจตรงนี้ต้องมีความรับผิดชอบตามกฎหมาย เมื่อถามว่า เป็นคำ แถลงเพื่อรองรับตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับนายจตุพรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า จะรองรับได้หรือไม่ก็ต้องติดตามกันต่อไป แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นที่น่ากังขา คนที่ใช้ดุลพินิจตรงนี้ต้องถูกตรวจสอบ และจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายด้วย

ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบตามกฎหมาย

เมื่อถามย้ำว่า ก่อนหน้านี้นายธาริตเคยระบุว่า กรณีนี้เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คิดว่าอะไรทำให้นายธาริตเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของตัวเอง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ต้องไปถามเจ้าตัว ยืนยันคนที่ใช้ดุลพินิจต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ทั้งนี้ การทำงานของดีเอสไอก็มีแนวโน้มที่จะรองรับแกนนำเสื้อแดงและคนมีอำนาจพูดตลอดเวลา ซึ่งในที่สุดจะกระทบต่อหน่วยงาน จึงอยากย้ำว่าการใช้ดุลพินิจในเรื่องกฎหมายถูกผิด ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพราะไม่ใช่เรื่องนโยบาย และคนเป็นข้าราชการต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ซึ่งตนก็มีความเป็นห่วงคดีที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของดีเอสไอ เพราะถ้าคำปราศรัยของนายจตุพรมีบรรทัดฐานว่าทำได้ คิดว่ากฎหมายจะมีปัญหาแน่นอน ก็จะไม่มีความยุติธรรมในบ้านเมือง ซึ่งขณะนี้ก็มีความพยายาม ที่จะก้าวล่วงฝ่ายตุลาการ ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตราย

“ชวนนท์” ท้า “ยรรยง” เทียบข้อมูล

ทางด้านความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขปัญหาของแพงนั้น วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตอบโต้เรื่องสินค้าราคาแพงว่า สิ่งที่ตนได้ทวงถามยังไม่ได้รับคำตอบเรื่องข้อมูลราคาสินค้าที่ถูกบิดเบือน ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นคณิตศาสตร์แบบง่ายๆ และเป็นเรื่องข้อเท็จจริง หากปลัดกระทรวงพาณิชย์จะรักษาคำพูด และพร้อมที่จะรับคำท้า ตำแหน่งของผมเทียบกับของท่านไม่ได้ เพราะท่านเป็นถึงปลัดกระทรวง แต่ตนก็มีศักดิ์ศรีและตำแหน่ง ไม่ต้องไปนั่งรอหน้าห้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กว่า 2 ชั่วโมงพร้อมกับ พวงมาลัย เพื่อให้ได้ตำแหน่งโฆษกพรรคมา ฉะนั้นท่านควรรับคำท้าของผม โดยให้นำข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ มาเปรียบเทียบกับข้อมูลสินค้าแพงของพรรคประชาธิปัตย์ ให้หน่วยงานที่เป็นกลางตรวจสอบ อาทิ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เข้ามาเป็นตัวกลางในการตรวจสอบ หากท่านไม่สบายใจ

ลั่นถูกทั้งแผ่นดินเกาไม่ถูกที่คัน

นายชวนนท์ยังกล่าวถึงที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะจัดตั้งโครงการร้านค้าถูกทั้งแผ่นดินว่า โครงการนี้ไม่มีประโยชน์ หากจะไปตัดเอาสินค้าเกษตรจากเกษตรกรมาขายให้ประชาชน ก็ไม่ได้ช่วยเหลือให้ของถูกลงจริง สิ่งที่เป็นห่วงคือความไม่เข้าใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาล ในการปรับราคาสินค้าและการบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งการทำเช่นนี้จะไปกดราคาสินค้าหน้าสวนหน้าฟาร์มของเกษตรกร เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด แต่การแก้ไขที่ถูกต้องคือการให้ราคาที่เหมาะสมกับเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง ต้องควบคุมค่าพลังงานและค่าขนส่งไม่ให้สูงเกินไป เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าขนส่ง โดยการควบคุมราคาพลังงานทั้งระบบ ตามที่พรรคประชาธิปัตย์เคยดำเนินการมาและได้ผล

กมธ.ยันราคาชุดนักเรียนแพงจริง

นายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ส.ส. กทม. และนายโกวิทย์ ธารณา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบราคาชุดนักเรียนย่านตลาดบางลำพู โดยนายชนินทร์กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบราคาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่าราคาขายปลีกเสื้อนักเรียนหญิงชั้นมัธยมอยู่ที่ชุดละ 500 บาท แบ่งออกเป็นเสื้อนักเรียน 205 บาท กระโปรง 295 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยสินค้าขายปลีก ที่สำรวจโดยสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุว่าราคาสินค้าเฉลี่ยเด็กนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยม อยู่ที่ราคาชุดละ 133.67 บาทเท่านั้น ขณะที่ชุดเครื่องแบบนักเรียนชายระดับมัธยม ราคาเฉลี่ยชุดละ 91.69 บาท แต่ข้อเท็จจริงที่ผู้ปกครองต้องซื้อจากร้านค้าอยู่ที่ชุดละ 527 บาท แบ่งออกเป็นเสื้อราคา 192 บาท กางเกง 335 บาท ทั้งนี้เป็นชุดนักเรียนขนาดเล็กที่สุดคือไซส์ S เท่านั้น หากขนาดใหญ่ขึ้นไปก็จะมีราคาสูงกว่านี้อีก

ต้นทุนการผลิต–ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น

นายชนินทร์กล่าวว่า เมื่อสอบถามจากร้านค้าต่างได้ข้อมูลว่า ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เช่น ค่าน้ำ-มัน ค่าขนส่งนั้น มีราคาสูงขึ้น แต่ร้านยังขายสินค้าในราคาสินค้าเดิม แต่เมื่อได้สอบถามจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่มาจับจ่ายซื้อชุดนักเรียนที่ร้านค้าเหล่านี้ ทั้งหมดกลับยืนยันว่าชุดนักเรียนทุกชนิด มีราคาเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว รวมทั้งรองเท้า ถุงเท้า เข็มขัด หรือแม้แต่ป้ายสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้ติดเสื้อตามเครื่องแบบ ดังนั้น จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า กรณีการสำรวจของกระทรวงพาณิชย์นั้น หากเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและใช้วิธีการที่เหมาะสม ลงตรวจสอบโดยไม่จัดทีมใหญ่เอิกเกริก ก็น่าจะได้ข้อมูลที่แท้จริง จึงให้รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องปากท้อง ค่าครองชีพ ของแพง โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม มากกว่าจะไปเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนไม่ได้เรียกร้อง หรือเดือดร้อนอย่างใดเลย

เรียก “กิตติรัตน์” เข้าชี้แจงกับ กมธ.

“ในการลงพื้นที่วันนี้ ได้เชิญตัวแทนจากกรมการค้าภายใน มาตรวจสอบข้อมูลด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธเพราะอ้างว่ามาไม่ทัน ดังนั้น ทาง กมธ.จะเชิญนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง รวมถึงตัวแทนกระทรวงพาณิชย์และพลังงาน เข้าร่วมรับฟังข้อมูลสรุปกรณีการร้องเรียนราคาสินค้าแพง โดยเฉพาะชุดนักเรียน เพราะที่ผ่านมา กมธ.พบว่าหน่วยงานและกระทรวงต่างๆของรัฐบาล ไม่มีการทำงานเชิงบูรณาการที่จะประสานข้อมูลภายใน เช่น กรณีราคาน้ำมัน ที่หน่วยงานหนึ่งบอกให้ตรึงราคา อีกหน่วยให้ลด จึงขอให้หน่วยงานที่ กมธ.เชิญมารับฟังข้อมูล ก่อนนำไปปรับเพื่อไปแก้ไขปัญหา เพราะที่ผ่านมาไม่รับรู้ความเป็นจริงเรื่องสินค้าแพง และเกิดการผิดพลาดของการตรึงราคาพลังงาน จนเป็นต้นเหตุให้ราคาสินค้าสูงเมื่อถึงมือผู้บริโภค” นายชนินทร์กล่าว

เสนอโยกงบซื้อแท็บเล็ตมาซื้อข้าว

ขณะที่ น.ส.รัชดากล่าวว่า นอกจากราคาชุดนักเรียนแล้ว เมื่อสำรวจข้อมูลจากกรุงเทพมหานครและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่ารัฐบาลมีการอุดหนุนค่าอาหารเสริม และนมโรงเรียนในอัตราวันละ 7 บาท ส่วนอาหารกลางวันมีอัตราอุดหนุนเฉลี่ยวันละ 15 บาท ซึ่งเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ความเป็นจริงแล้ว จะเข้าใจได้ว่าไม่มีทางเพียงพอต่อการดำเนินการ ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนเรื่องเงินอุดหนุนใหม่ ให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย ทั้งนี้เรื่องอาหารการกินของนักเรียน เกี่ยวข้องโดยตรงกับประสิทธิภาพในการศึกษา มีความจำเป็นมากกว่าการจัดซื้อแท็บเล็ตของรัฐบาล ที่อาจจะเพิ่มภาระค่าไฟฟ้ากับผู้ปกครองและโรงเรียนด้วย

นายโกวิทย์กล่าวว่า ของขึ้นราคาทุกอย่างแม้แต่ราคาค่าปักป้ายชื่อและสัญลักษณ์โรงเรียน ซึ่งปีที่แล้วร้านค้าคิดค่าปักตัวละ 60 บาท แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 20 บาท หรือเข็มขัดนักเรียนก็แพงขึ้นอีกเส้นละ 40-50 บาท

“ประยุทธ์” บอกของแพงต้องช่วยกัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. กล่าวถึงสถานการณ์ข้าวของราคาแพงว่า ขอให้ช่วยมาดูเรื่องข้าวของแพงว่า จะทำอย่างไรให้ลดราคาลง เราจะได้ อยู่กันได้ แม้ไม่เคยไปเดินซื้อของ แต่รู้ว่าแพงขึ้นเยอะจากอดีต ซึ่งเรื่องนี้ กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลต้องไปดูแล คิดว่าเป็นห้วงเวลาที่เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา อย่าโทษกัน ตอนนี้เราช่วยคนของเรา โดยการเปิดให้มีการขายสินค้าราคาถูกประจำเดือน ประจำสัปดาห์ ที่ต้องจัดให้มากขึ้น และทุกค่ายทหารผมสนับสนุนให้มีการปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงเป็ดไก่ สิ่งสำคัญคือ เมื่อเป็นของทหาร ก็ต้องขายทหารก่อน ซึ่งปัญหาของแพงจะลดราคาลงด้วยอะไร ไม่ใช่แก้ด้วยกฎหมายหรือรัฐบาล แต่ด้วยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันในระหว่างคนขาย พ่อค้าคนกลาง ผู้ผลิต ผู้บริโภคและรัฐ ซึ่งเป็นวงจรที่ต้องช่วยกันแก้ อย่าให้ใครคนหนึ่งแก้ มันแก้ไม่ได้หรอก เพราะเป็นไปตามกระแสสังคม วันนี้โลกแพงทุกอย่าง

คาดแก้ รธน.วาระ 2 เสร็จ 16 พ.ค.

ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 ในมาตรา 291/13 ว่า เชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะการอภิปรายก็ไม่ต่างอะไรกับมาตราอื่น ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลา 1 วัน คือวันที่ 10 พ.ค. ก็น่าจะเพียงพอแล้ว หากไม่พอก็ให้ไปต่อในวันถัดไป ก็น่าจะเสร็จ ซึ่งหากสมาชิกให้ความร่วมมือ การพิจารณาในวาระ 2 ก็น่าจะเสร็จสิ้นในวันที่ 11 พ.ค. หรืออย่างช้าสุดก็ในวันที่ 16 พ.ค. และหลังนั้นอีก 15 วัน ก็จะลงมติในวาระ 3 ส่วนกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จะแจ้งความดำเนินกับตนในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และให้เจ้าหน้าที่รปภ.รัฐสภา มาทำร้ายร่างกาย โดยการนำตัวออกจากที่ประชุมว่า คนดูทั้งประเทศรวมถึงสื่อฯก็น่าจะดูอยู่ในวันนั้น ยืนยันว่าได้ทำหน้าที่ตามข้อบังคับ เนื่องจากเห็นว่านายวัชระได้พูดเป็นเวลานานเกือบ 30 นาที แต่กลับไม่มีประเด็นอะไร อย่างไรก็ตามก็ไม่เห็นว่าการที่ให้เจ้าหน้าที่ รปภ.รัฐสภายกมือไหว้ จะเป็นการทำร้ายร่างกาย

“วัชระ” แจ้งจับประธานสภาฯสั่งอุ้ม

วันเดียวกัน นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าพบ พ.ต.ท.พิตตินันท์ อุทธสิงห์ รอง ผกก.สส.สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความดำเนินคดีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ที่สั่งให้เจ้าหน้าที่ รปภ.รัฐสภาอุ้มตัวออกจากห้องประชุมจนได้รับบาดเจ็บ โดยนายวัชระกล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ตนกำลังอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้แก้รัฐธรรมนูญ นายสมศักดิ์สั่งให้ถอนคำพูดแต่ตนไม่ยอม จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่สภาฯอุ้มตนออกนอกห้องประชุม และยังพูดทำนองข่มขู่หากเจ้าหน้าที่ไม่ทำตามจะตั้งกรรมการสอบ เจ้าหน้าที่จึงอุ้มตนออกไปนอกห้อง ทำให้ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลยาวประมาณ 4 นิ้ว ที่ต้นขาขวา หัวไหล่และนิ้วโป้งซ้ายบวมช้ำ ตนไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลวิชัยเวช ระบุว่าถูกของแข็งทุบตี พร้อมนำใบรับรองแพทย์มาเป็นหลักฐาน ด้าน พ.ต.ท.พิตตินันท์กล่าว่า เบื้องต้นได้รับเรื่องไว้พร้อมสอบปากคำอย่างละเอียด ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังแจ้งความกับตำรวจเสร็จ นายวัชระได้กลับมาแถลงข่าวที่รัฐสภา โดยได้ถอดกางเกงเพื่อโชว์ด้านหลังขาขวาให้สื่อมวลชนตรวจสอบ ซึ่งพบเป็นรอยฟกช้ำยาวประมาณ 1 นิ้ว

พท.ไล่บี้เอาผิด “บุญยอด” ทำท่านาซี

ที่รัฐสภา ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือในนามพรรคเพื่อไทย ต่อนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ขอให้ตรวจสอบจริยธรรมนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงพฤติกรรมเชิงสัญลักษณ์นาซีฮิตเลอร์ในที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของรัฐสภา เพราะสัญลักษณ์นาซีสื่อถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ จึงอยากให้นายบุญยอดออกมาขอโทษต่อญาติของผู้เสียชีวิตและผู้สูญเสียในสงครามโลกครั้งที่ 2

นายสุนัยกล่าวว่า หลังรับเรื่องแล้วจะนำเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมาธิการฯ วันที่ 16 พ.ค.นี้ ยืนยันว่าไม่ใช่จ้องเล่นงานเอาผิดนายบุญยอด แต่เราต้องหาทางทำความเข้าใจต่อสังคมนานาประเทศว่า รัฐสภาไทยไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำลักษณะนี้ ซึ่งตัวนายบุญยอดเองก็คงไม่ต้องมาขอโทษกับการกระทำดังกล่าว แต่เราต้องหาทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

ถก ธน.ป่วนโบ้ยโยนผิดเผาเมือง

เมื่อเวลา 10.25 น. วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 2 วันที่สิบสาม โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม โดยเป็นการพิจารณามาตรา 291/13โดยก่อนเข้าสู่วาระการพิจารณา พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ส.ว.สรรหา ขอใช้สิทธิประท้วง นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่อภิปรายเมื่อกลางดึกวันที่ 8 พ.ค. ว่า ทหารเป็นผู้เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 53 แต่ประธานไม่อนุญาต เพราะยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่ง นพ.เหวงชี้แจงว่า เศร้าใจที่ประเทศไทยฉิบหาย เพราะทหารทรราชรัฐประหาร และเชื่อว่าทหารเผด็จการเป็นคนเผาและทำลายประเทศชาติ ทำให้ พล.อ.เลิศฤทธิ์ลุกขึ้นตอบโต้ทันที จนบรรยากาศในที่ประชุมเริ่มตึงเครียด ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ พยายามจะชี้แจงกรณีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แต่ประธานไม่อนุญาตพร้อมปิดไมโครโฟนนายนิพิฏฐ์ ทำให้นายนิพิฏฐ์ตะโกนกลางที่ประชุมว่า เรื่องนี้ได้ข้อพิสูจน์แล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.54 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 7 คนเสื้อแดงที่ขโมยของที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน จากนั้นประธานได้ตัดบท ไม่อนุญาตให้อภิปรายในประเด็นดังกล่าวอีก และให้เข้าสู่เนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที

ไล่บี้หั่นอำนาจของประธานรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 291/13 มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและสมาชิกรัฐสภาอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ไม่เห็นด้วยที่ให้อำนาจประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเป็นการเปลี่ยนแปลงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ โดยนายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. อภิปรายว่า เป็นการให้อำนาจประธานรัฐสภาคนเดียวเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งคนที่ทำหน้าที่นี้ต้องไม่มีส่วนได้เสียทางการเมือง จึงเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขณะที่นายสมศักดิ์ชี้แจงว่า หากมีปัญหาในประเด็นนี้จะมอบให้เลขาธิการรัฐสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาเรื่องนี้

นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงว่า พระราชอำนาจที่อยู่ในหมวดต่างๆ นอกจากในหมวดที่ 2 หากไปแตะตรงนี้ ทำไม่ได้อยู่แล้ว ส.ส.ร. 99คน ไม่มีใครไม่จงรักภักดี และได้เขียนไว้ในมาตรา291/11 วรรค 5 ครอบคลุมอยู่แล้วที่ไม่ให้กระทบต่อพระราชอำนาจในหมวดอื่นๆ

เพื่อไทยร้องดีเอสไอสอบ กทม.

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ให้ตรวจสอบและเอาผิดผู้บริหาร กทม. กรณีขยายสัญญาโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้เอกชนอีก 17 ปี มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 โดยนายพร้อมพงศ์กล่าวว่า คณะทำงานพรรคเพื่อไทยตรวจสอบพบว่า การต่อสัญญาให้บีทีเอสของ กทม.มีลักษณะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เดิมสัญญาเหลือ 17 ปี มีการต่อไปอีก 13 ปี รวม 30 ปี เพราะมีสัญญาแม่กำหนดว่า กรณีจะต่อสัญญาระหว่างบริษัทเอกชนกับกรุงเทพมหานคร จะต้องให้ ครม.รับทราบ แต่ปรากฏว่า กทม.ยังละเลยและดำเนินการ น่าจะเอื้อประโยชน์กับเอกชน เชื่อว่าเรื่องนี้ กทม.น่าจะเสียประโยชน์ 8 หมื่นกว่าล้านบาท ดีเอสไอต้องเข้าดำเนินการ เชื่อว่าอายุของผู้ว่าฯ กทม.อีก 8 เดือน แต่ทำอย่างเร่งรีบน่าจะทิ้งทวน คน กทม.และคนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าจะเสียประโยชน์ อาจจะไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ด้วย ยืนยันว่าไม่ใช่ประเด็นการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

“ชาญชัย” ชงสอบรถไฟฟ้า 3 สาย

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องถึงคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบโครงการสร้างรถไฟฟ้า 3 สาย คือสายสีฟ้าจากดินแดงถึงสาทร สายสีม่วงจากบางบัวทอง เตาปูนถึงราษฏร์บูรณะ และสายสีแดงเชื่อมชานเมืองทั้งหมด โดยล่าสุดพบความผิดปกติที่ ครม.มีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินอีก 7.5 พันล้านบาท ตามที่บริษัทชิโนไทยเสนอมา โดยอ้างเหตุผลเรื่องวัตถุดิบในการจัดสร้างขึ้นราคา ทำให้ต้นทุนการสร้างเพื่อขึ้น เพราะรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าสินค้าไม่แพง และเป็นอุปาทานหมู่ของประชาชน แต่เหตุใด ครม.จึงยอมที่จะอนุมัติให้เพิ่มวงเงินจำนวนนี้ จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเปิดช่องทุจริตหรือไม่ นอกจากนี้จะขอให้ กมธ. ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีการเซ็นต่อสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอสของ กทม.พ่วงไปด้วย ซึ่งเห็นว่าอาจจะเป็นการทำผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน จึงต้องให้มีการเปิดเผยสัญญาและตรวจสอบอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม กรณีการต่อสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอสคล้ายกับกรณีดอนเมืองโทลล์เวย์ ที่รัฐบาลต่อสัญญาให้ทั้งๆที่เหลือเวลาอีก 10 กว่าปี โดยรัฐไม่ได้ค่าสัมปทานเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

มท.แจงยิบงบฯเยียวยาน้ำท่วม

วันเดียวกัน ที่กระทรวงมหาดไทย นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีตำหนิกรณีการจ่ายเงินทดรองราชการ ในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อช่วยเหลืออุทกภัยว่า ผลการติดตามการดำเนินการจ่ายเงินทดรองราชการให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย 5,000 บาทนั้น มี 64 จังหวัด และ 11 จังหวัดภาคใต้ โดยมีการอนุมัติกรอบครัวเรือน 2,289,562 ครัวเรือน เป็นเงิน 11,447,810,000 บาท ซึ่งทาง 64 จังหวัด และ 11 จังหวัดภาคใต้ ยืนยันว่ากรอบครัวเรือนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ จำนวน 1,793,171 ครัวเรือนเป็นเงิน 8,965,855,000 บาท ผลการดำเนินการส่งเงินผ่านทางธนาคารออมสินภายในเวลาที่กำหนดจำนวน 1,486,145 ครัวเรือน เป็นเงิน 7,430,725,000 บาท และธนาคารออมสินจ่ายเงินแล้วจำนวน 7,281,105,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 97.99 ส่วนที่เหลืออยู่ร้อยละ 2.01 นั้น อาจจะเป็นเพราะทางจังหวัดยังไม่สามารถติดตามตัวผู้ที่จะมารับเงินได้ ซึ่งจะให้ทางอำเภอติดตามต่อไป อย่างไรก็ตามในพื้นที่ กทม.ยังคงเป็นปัญหา เพราะสามารถจ่ายเงินได้ไม่ถึงร้อยละ 50

แอบอ้างชื่อบิ๊ก มท.เรียกค่าหัวคิว

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวหนาหูว่ามีการเรียกรับเงินค่าหัวคิวจากงบฟื้นฟูหลังน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก นายประชาตอบว่า ก่อนหน้านี้ประธานกรรมาธิการ ออกมาระบุว่ากระทรวงมหาดไทยยอมรับว่ามีการหักค่าหัวคิวนั้น ยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะตนกล่าวว่ายอมรับว่ามีการแอบอ้างในการเรียกรับผลประโยชน์จริง โดยมีการอ้างว่าเป็นทีมงานของผู้ใหญ่ในกระทรวง แต่ไม่ใช่คนในกระทรวง เมื่อถามว่า บางจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางมีการระบุว่าผู้ที่เรียกเงินค่าหัวคิวคือผู้ว่าราชการจังหวัด นายประชาตอบว่า หากเป็นจริง ผวจ.จะต้องรับผิดชอบ และขอให้ประชาชนหรือผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวกับการทุจริต ส่งเรื่องร้องเรียนมายังกระทรวงมหาดไทย เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯกล่าวในที่ประชุม ครม.ถึงกรณีที่ปภ.ประกาศพื้นที่ภัยแล้ง 51 จังหวัด ทั้งที่บางจังหวัดเกิดปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม นายประชาตอบว่า เรื่องนี้ต้องดูข้อเท็จจริง เพราะ ปภ.มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการประกาศพื้นที่ประสบภัย การประกาศพื้นที่ภัยพิบัติจะต้องเป็นพื้นที่ที่เดือดร้อนจริงๆ เพราะหากประกาศทั้งหมด จะถือว่าไม่ชอบมาพากล และจะต้องมีการตรวจสอบ

ปูดขาใหญ่งาบหัวคิวน้ำท่วม 60%

ที่รัฐสภา นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การประชุมของกรรมาธิการ ป.ป.ช. พบข้อมูลการใช้งบประมาณที่ผิดปกติ ส่อพิรุธความไม่โปร่งใส ขอเตือนรัฐบาลให้เร่งหน่วยงานรัฐจัดทำราคากลาง ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือถามรัฐบาลมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการหรือไม่ ซึ่งเข้าข่ายการทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย นำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ทั้ง ครม.  รวมถึงนำไปเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ขอตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณแก้ปัญหาน้ำท่วมปลายปีที่ผ่านมา ที่มีมติ ครม.ยกเว้นระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ใช้วิธีการจัดซื้อพิเศษ เปิดช่องให้มีการทุจริต ไม่สามารถตรวจสอบราย ละเอียดค่าใช้จ่ายหรือราคากลางได้ โดยพบว่าการใช้งบกลาง 1.2 แสนล้านบาท มีการหักค่าหัวคิวสูง 30-40% บางพื้นที่ในภาคกลางและอีสาน 10 กว่าจังหวัด งบการขุดลอกคูคลองมีการเรียกค่าหัวคิวสูงถึง 60% เพราะใช้วิธีจ้างพิเศษ ทำให้เงินหล่นไปอยู่กับบริษัทนักการเมืองหรือขาใหญ่ทางการเมือง

โหวตข่าวนี้