advertisement

ปลุกความพร้อม สู่สังคมเออีซีปี 58

โดย 18 ก.ค. 2555 05:00

ค.ศ.2015 พ.ศ.2558 หรืออีก 3 ปีข้างหน้ากำแพงขวางกั้นทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะถูกทลายลง พร้อมกับการก่อกำเนิดของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือในชื่อย่อ “เออีซี” (AEC)

เมื่อช่วงเวลานั้นมาถึง จะเกิดความเปลี่ยนแปลงตามมามหาศาล ทั้งในแง่ที่เป็นคุณหรืออาจก่อผลกระทบสำหรับคนไทย ขึ้นอยู่กับเรามีจุดด้อยหรือจุดแข็ง ในสิ่งที่ต้องแข่งขันกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน

ยกตัวอย่าง เมื่อเออีซีถือกำเนิด นอกจากจะทำให้มีตลาดและฐานการผลิตร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ยังส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการอย่างเสรี เคลื่อนย้ายการลงทุน และเงินทุนอย่างเสรี รวมทั้งเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี

กรณี เคลื่อนย้ายสินค้าเสรี เช่น ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเป็นศูนย์ ทำให้ต้นทุนสินค้ามีราคาต่ำลง มีการผ่อนปรนมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าได้อย่างเสรีใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ เกษตร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ประมง ยางพารา สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมไม้/เครื่องเรือน

การเคลื่อนย้ายบริการได้อย่างเสรี เช่น ผ่อนคลายสิทธิการถือครองหุ้นในธุรกิจบริการ เปิดโอกาสให้นักลงทุนอาเซียนเข้าถือหุ้นได้กว่า ร้อยละ 70 มีการเปิดเสรีด้านบริการทางการเงิน

รวมทั้งสามารถเคลื่อนย้ายบริการใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การบิน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สุขภาพ ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ (บริการจัดหาและจัดส่งสินค้าครบวงจร)
เคลื่อนย้ายการลงทุน และเงินทุนอย่างเสรี เช่น เกิดเขตการลงทุนอาเซียน ทำให้คู่ค้ามีจำนวนมากขึ้น มีแหล่งเงินทุนมากขึ้น เปิดเสรีการลงทุน 12 อุตสาหกรรมหลัก คือ เกษตร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ประมง ยางพารา สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ไม้ การบิน ไอซีที สุขภาพ ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์

ทำให้เกิดความสอดคล้องตามมาตรฐานตลาดทุนระหว่างประเทศ ทั้งกรณีตราสารหนี้ หรือการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมทั้งลดข้อจำกัดในการชำระ โอนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศ ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เป็นต้น

กรณี เคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี จะส่งผลให้ตลาดแรงงานเทคนิคมีจำนวนมากขึ้น และราคาถูกลง รวมทั้งส่งผลให้ตลาดแรงงานฝีมือชั้นสูง มีจำนวนมากขึ้น เป็นต้น

นอกจากเกิดการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีทั้ง 5 เรื่องข้างต้น การถือกำเนิดของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังส่งผลให้เกิดการขยายขนาดของตลาดที่ใหญ่ขึ้น มีแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้น มีจำนวนคู่แข่งมากขึ้น ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น จึงต้องแข่งขันกันพัฒนาเพิ่มขึ้น ชนิดที่เรียกได้ว่า “ใครดี ใครอยู่” หรือผู้ที่เข้มแข็งกว่าเท่านั้น จึงอยู่รอด

วันก่อน ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม ไปปาฐกถาในหัวข้อ “AEC Digest” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์

เขาบอกว่า หากสมาชิกอาเซียนรวมตัวกันได้ดี ในปี 2015 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เนื่องจากเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนมีอัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5 และมีมูลค่าการค้ารวมสูงถึง 1.66 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

รมว.อุตสาหกรรม เปรียบเทียบให้เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของแต่ละประเทศสมาชิกเออีซีว่า

มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ บรูไน มีข้อได้เปรียบในเรื่องศาสนาอิสลาม สามารถเข้าสู่ตลาดสินค้ามุสลิม ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรเกือบ 300 ล้านคน ได้ดีกว่าอีกหลายประเทศ

ขณะที่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และ สิงคโปร์ ได้เปรียบในเรื่องภาษาอังกฤษ เพราะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ โดยเฉพาะสิงคโปร์ นอกจากทำตัวเป็นคนกลาง ทำการค้ากับตลาดใหญ่ๆทั่วโลก ยังได้เปรียบตรงที่สามารถใช้ทั้งภาษาอังกฤษและจีนกลางได้ดี แถมยังมีระบบการศึกษาที่ดีระดับโลกอีกด้วย

ส่วน ลาว พม่า เวียดนาม และ เขมร นอกจากได้เปรียบในเรื่องค่าจ้างแรงงานราคาถูก ยังได้เปรียบตรงที่มีทรัพยากรธรรมชาติ แร่ธาตุ และ วัตถุดิบ ที่ยังอุดมสมบูรณ์
ส่วน ไทย มีข้อได้เปรียบในเรื่องที่ตั้งซึ่งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียน สามารถเชื่อมต่อระหว่างจีนกับอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับตะวันออกกลาง และโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) มีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นจุดแข็ง และมีอุตสาหกรรมบางตัวที่เข้มแข็ง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม รมว.อุตสาหกรรม บอกว่า เราก็มีจุดอ่อนที่ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข เช่น อีก 2 ปีข้างหน้าหรือ พ.ศ.2557 ไทยจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าและภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากยุโรป ทำให้แต้มต่อในการส่งสินค้าไทยไปแข่งขันในตลาดยุโรปลดลง

นอกจากนี้ การที่ไทยปรับขึ้นค่าจ้างแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอินโดนีเซีย เท่ากับสามารถจ้างแรงงานชาวอินโดฯได้วันละ 2 คน หรือเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเขมร และพม่า เท่ากับสามารถจ้างแรงงานชาวเขมรหรือพม่าได้ถึงวันละ 5 คน

“แรงงานไทย ถือว่ามีฝีมือ แต่ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ และเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนค่าแรงงานที่มีราคาสูงกว่าเพื่อนบ้าน จึงต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของแรงงานไทยให้สามารถสร้างผลิตผลได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของแรงงานอินโดนีเซีย หรือประมาณ 5 เท่าของแรงงานเขมรและพม่า จึงจะไร้จุดอ่อนเรื่องค่าแรง”

นอกจากนี้ เรายังขาดแคลนแรงงานระดับ ปวช. และ ปวส. อีกมาก วิธีแก้ ก็คือ ให้ภาคอุตสาหกรรมร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคหรืออาชีวะต่างๆ ผลิตบุคลากรออกมาให้สอดคล้องตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อค้นหาจุดอ่อนว่าหลักสูตรของเรายังขาดอะไร และภาคอุตสาหกรรมต้องการคนแบบไหน เป็นต้น

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์มองว่า อุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือน (เฟอร์นิเจอร์) ของไทย ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงในการแข่งขันในตลาดเออีซี แต่ขณะเดียวกันก็มีจุดอ่อน ที่ต้องเร่งแก้ไข

อุตสาหกรรมดังกล่าว ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นสำคัญ วัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ คือ ไม้ยางพารา คิดเป็นร้อยละ 60 ของวัตถุดิบทั้งหมด มีโรงงานทั้งสิ้นเกือบ 12,000 แห่ง มีปริมาณการจ้างงานราว 280,000 คน ร้อยละ 90 เป็นผู้ประกอบการชาวไทย และส่วนใหญ่เน้นผลิตเพื่อส่งออก

เฉพาะปี 2554 เป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป และอาเซียน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศคิดเป็นมูลค่ารวมนับ แสนล้านบาท

รมว.อุตสาหกรรม บอกว่า อุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือนของไทย มีจุดแข็งอยู่ที่ปลายน้ำ กล่าวคือ เรามีเทคโนโลยีการผลิต และมีตลาดทั้งภายในและต่างประเทศที่ดี

แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่ต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น ยังมีกฎหมายบางฉบับที่เข้มงวดและล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพการแข่งขันในปัจจุบัน เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2484 หรือ พ.ร.บ.สวนป่า ปี 2535 ทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบ จากต่างประเทศ โดยเฉพาะไม้สัก ซึ่งมีมูลค่านำเข้าปีละมหาศาล

ซึ่งประเด็นนี้ จิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไม้ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เมืองไทยเมื่อรักหรือหวงแหนสิ่งใด เรามักจะทำด้วยการออกกฎหมายมาควบคุม แต่เมื่อเกิดการควบคุม ย่อมทำให้สิ่งนั้นไม่โต

จิรวัฒน์ บอกว่า เปรียบได้กับทฤษฎีของปลากัดและปูราชินี ทุกวันนี้ปลากัดมีราคาถูกมาก และมีเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เพราะไม่ห้ามให้มีการเพาะขยายพันธุ์และจำหน่าย ผิดกับปูราชินี แทบจะหาตัวไม่เจอ

เขาว่า ถ้าอนุญาตให้มีการซื้อขายและเพาะพันธุ์ปูราชินี เหมือนอย่างปลากัด เราจะมีปูราชินีเต็มตลาดนัดสวนจตุจักรหรือเต็มบ้านเต็มเมือง

ฉันใดก็ฉันนั้น ทุกวันนี้อุตสาหกรรมแปรรูปและจำหน่ายไม้เนื้อแข็งของไทยอ่อนแอลงอย่างหนัก สู้เพื่อนบ้านหลายประเทศไม่ได้ ไม้เศรษฐกิจของเรามีแค่ไม้ยางพารากับไม้ยูคาลิปตัส แล้วจะเอาอะไรไปแข่งกับเขา

นี่เป็นอีกตัวอย่าง ที่สะท้อนให้เห็น การจะให้หลายๆอุตสาหกรรมของไทยออกไปฟาดฟันกับชาติอื่นในเวทีเออีซีได้อย่างองอาจ กว่าวันนั้น จะมาถึง เรายังต้องปลุกความพร้อมภายในกันอีกหลายเรื่อง.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement