advertisement

นายกฯกับความจริงที่แสลงใจ

โดย สายล่อฟ้า 27 มี.ค. 2556 05:00

ว่าที่จริงแล้วการเตรียมบุคคลเพื่อทดแทนกัน หรือที่เรียกว่านายกฯสำรองนั้นถือเป็นเรื่องปกติทางการเมืองไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม เพียงแต่ประเทศอื่นๆนั้นน่าจะดูจากเงื่อนไขต่างๆเป็นองค์ประกอบ  เช่นว่ามีความสามารถเพียงพอ ได้รับการยอมรับจากพรรค ผู้สนับสนุน  หรือการขานรับจากประชาชน

แต่ของไทยมีแปลกๆคือบรรดา “นายทุนพรรค” หรือข้ามฟากมาจากคนในเครื่องแบบที่อาจจะมาจากปลายกระบอกปืน หรือนักการเมืองไปอุ้มให้มาเป็นใหญ่ นั่นเพราะการเมืองในยุคที่ผ่านมา นักการเมืองยังไม่มีบารมีพอ

“ทหาร” ยังเป็นใหญ่

ครั้นมาถึงการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็น “ธุรกิจการเมือง” เสียมากกว่า แม้รูปแบบจะเป็นประชาธิปไตย แต่ก็อยู่ภายใต้การบงการของนายทุนพรรคที่มีพัฒนาการว่าด้วยเงิน ความรู้ความสามารถจนคุมอำนาจได้เกือบทั้งหมด

อย่างปัจจุบันที่เรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” ทำนองนั้น  และนั่นเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยาวนาน

แม้ด้านหนึ่งประชาชนจะมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น สามารถเลือกผู้นำที่เขาต้องการให้เป็นนายกฯบริหารประเทศได้

อีกด้านหนึ่งกลับต้องยอมรับในอำนาจและพฤติกรรมทางการเมืองที่ไม่ค่อยจะเป็นประชาธิปไตย

แต่เป็นเรื่องของ “อำนาจนิยม” มากกว่า

ปรากฏว่านายกฯสำรองที่เกิดขึ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการบริหารประเทศแบบ “ครอบครัว” ที่ถ่ายทอดอำนาจกันอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่นับนายสมัคร สุนทรเวช ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯแบบส้มหล่น

นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และกำลังจะมีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่รู้กันดีว่าพร้อมจะเป็นตัวแทนอำนาจคนต่อไป

นี่คือปัญหาหนึ่งในทางการเมืองของประเทศ คือการผูกขาดอำนาจแบบวงศาคณาญาติที่เคียงคู่กับ “สภาผัวเมีย” ที่เป็นเครือญาติกัน  ไม่เปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ ความสามารถได้บริหารประเทศ หรือมีบทบาทในการปกครอง

คงไม่ต้องแปลกใจเมื่อเรื่องนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และประเด็นที่นายกฯพูดถึงอย่างน้อยอกน้อยใจทำนองว่าทำงานหนักแต่กลับมีข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ แม้จะมีประเด็นคู่ขนานมากับการที่ ป.ป.ช.กำลังสอบสวนเกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายกฯ

ก็ไม่รู้ว่าที่ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยลาออก และนางเยาวภาลงสมัครเลือกตั้งแทนนั้นมาจากความคิดของใคร นายกฯในฐานะน้องสาวจะรู้หรือไม่ หากรู้มาก่อนและเข้าใจในเหตุผลก็ไม่เห็นจะต้องแสดงอาการน้อยใจแต่อย่างใด

เพราะกรณี ป.ป.ช.นั้นเมื่อมีการร้องก็ต้องมีการสอบเป็นเรื่องธรรมดา

เว้นแต่ว่าเรื่องนายกฯสำรองครั้งนี้นายกฯไม่รู้เรื่องมาก่อน ซึ่งหากเป็นไปเช่นนั้นย่อมมีความรู้สึกได้ว่าทุกอย่างกำลังมีการบงการกันชัดเจน

ที่ผ่านมาได้มีการพูดถึงความเป็นตัวของตัวเองที่นายกฯจะต้องนำมาใช้ในการบริหารประเทศ  หรือการตัดสินใจต่างๆ มิใช่ให้ใครเข้ามาบงการ หรืออยู่ข้างหลัง จนมีการพูดกันว่าประเทศไทยมีนายกฯ 2 คน

อยู่ในประเทศอย่างเป็นทางการ 1 คน และอยู่ต่างประเทศอีก 1 คน ซึ่งก็เป็นเรื่องกวนหัวใจมาตลอดเพียงแต่จะยอมรับความจริงกันหรือไม่

และมันก็เป็นความจริงที่เจ็บปวดไม่น้อย.


“สายล่อฟ้า”

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement