advertisement

นักเลงรุ่นคุณปู่

โดย บาราย 21 เม.ย. 2556 05:00

เทพชู ทับทอง เขียนไว้ในหนังสือ อนุทินกรุงเทพฯ ภาพแห่งความทรงจำ (สำนักพิมพ์ชมรมเด็ก) ว่า ราวๆ ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ชายฉกรรจ์ที่ไม่ได้รับราชการ นิยมชมชอบการเป็นนักเลงกันมาก เพราะเมื่อมีชื่อเสียงขึ้นขั้นเป็น นักเลงโต โอกาสก้าวหน้าในชีวิตก็เริ่มมีขึ้น

สมัยนั้นโจรผู้ร้ายมีมาก ทางการปราบปรามไม่ทั่วถึง ประโยชน์ข้อแรกของการเป็นนักเลงโต ก็คือ คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัวตัวเองได้ เพราะพวกผู้ร้ายมักยกเว้นไม่กล้ายุ่งกับนักเลง และหากมีช่องทางก็มักตีสนิทกับนักเลง ใช้เป็นเครือข่ายในการปล้นสะดม ปล้นแล้วก็แบ่งทรัพย์สินให้

นักเลงโตระดับนี้ ถ้าระวังรักษาตัวไว้ดี ไม่เผลอไปรีดไถชาวบ้าน หลายคนก็มักได้รับการแต่งตั้งจากทางการ สมัยนั้นมีตำแหน่งกรมการนักเลงโต คนพวกนี้มีพรรคพวกมาก เวลาบ้านเมืองมีปัญหา ก็จะช่วยรักษาความสงบสุขของท้องถิ่นได้ไม่น้อย

นักเลงโตบางคนมีความประพฤติไม่ต่างจากโจร แต่กระนั้นเจ้านายสมัยนั้นก็ยังเลือกใช้ จนเป็นที่มาของสำนวน ใช้โจรจับโจร ใช้ขโมยจับขโมย เพราะได้ผลดีเฉพาะหน้าเร็วกว่า

ข่าวใหญ่ในสมัยนั้น...เกิดที่กรุงเก่า...นายช้าง นักเลงโตย่านเกาะใหญ่ ลานเท มีชื่อเสียงเลื่องลือออกไปในด้านดี เจ้าเมืองตั้งเป็นกรมการเมือง...ที่หลวงบรรเทาทุกข์

ช่วงเวลานั้น มีโจรผู้ร้ายตีชิงปล้นสะดมเรือพายและเรือนแพที่ขึ้นล่องผ่านลานเทถี่มาก หลวงบรรเทาทุกข์ทำหน้าที่ได้ดี คอยสอดส่องเป็นหูเป็นตา ช่วยปราบโจรผู้ร้ายจนราบคาบ เรือแพผ่านไปมาได้ปลอดภัย

นอกจากผลงานปราบโจรดีแล้ว หลวงบรรเทาทุกข์ก็ยังขึ้นชื่อในหมู่ผู้ใหญ่ เลี้ยงรับรองไม่อั้น จึงเป็นที่โปรดปรานของผู้ใหญ่มากขึ้น

แต่ก็มีข้อสงสัย โจรผู้ร้ายที่หายไปจากย่านลานเท แต่ไปโผล่อาละวาดที่บ้านเมืองใกล้เคียง

ต้นสมัยรัชกาลที่ 5 ข่าวว่าการปกครองอ่อน เพราะพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงพระเยาว์ โจรผู้ร้ายก็เหิมเกริมก่อการโดยไม่หวั่นเกรงกฎหมาย ข่าวผู้ร้ายห้าคนบุกปล้นกุฏิพระธรรมเจดีย์ (อุ่น) วัดพระเชตุพน ฆ่าพระธรรมเจดีย์มรณภาพ ผ่านไปไม่นาน ก็มีข่าวผู้ร้ายฆ่ากัปตันสมิท คนนำร่องชาวอังกฤษ

ชาวต่างประเทศหวาดกลัว มีผลให้ทางการไทย ต้องเร่งมือสะสาง สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการ มีบัญชาให้สืบจับคนร้าย ในที่สุดก็นำคนร้ายทั้งสองรายมาประหารชีวิตได้ในเวลาไม่ถึง 15 วัน

จดหมายเหตุโหร ของจมื่นก่งศิลป์ กล่าวว่า ได้ทำการประหารชีวิตคนร้าย 5 คนคดีฆ่าพระธรรมเจดีย์ เมื่อวันพฤหัสฯขึ้น 3 ค่ำเดือน 7 จุลศักราช 1231 (13 พ.ค.2412) แต่ไม่บอกสถานที่ประหาร

จดหมายเหตุฉบับหมอบรัดเลเขียนว่า มีการประหารชีวิต อ้ายนาก  อ้ายกล่อม ผู้ร้ายฆ่ากัปตันสมิท เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2412

ข่าวการปล้นฆ่าในกรุงเทพฯเริ่มซา แต่ก็ไปโผล่ ทั้งรุนแรงยิ่งกว่าที่กรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ทั้งยังมีข่าวโจรผู้ร้ายที่ถูกจับได้ใช้เงินวิ่งเต้นพ้นผิดในโรงศาล จนเป็นเหตุให้ราษฎรที่เดือดร้อน ไม่กล้าฟ้องร้อง ไม่กล้าเป็นพยาน

สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์รู้ว่าต้นเหตุเกิดจากพวกเจ้าเมืองกรมการขี้ฉ้อคอรัปชัน จึงใช้วิธีส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ แยกย้ายไปสืบสวนจับกุมอย่างลับๆ

เรือข้าหลวงคนหนึ่งสวนทางกับเรือแหวดเก๋งแจวลำหนึ่ง ข้าหลวงคนนี้คิดว่าเป็นเรือข้าหลวงพวกเดียวกัน จึงเบนหัวเรือเข้าไปหมายจะทักทาย แต่ก็เจอผู้หญิงคนหนึ่งเปิดผ้าม่านเก๋งเรือออกมาขอความช่วยเหลือ

ข้าหลวงนำกำลังบุกขึ้นเรือลำนั้น พบอ้ายอ่วม ชาวบ้านอกโรย หัวหน้าผู้ร้ายสำคัญของกรุงเก่า กำลังนอนหลับสบาย จึงจับตัวไว้สอบถามผู้หญิงได้ความว่า ถูกอ้ายอ่วมฉุดคร่าเอามาบังคับเป็นเมีย

จากนั้นก็ขยายผลไปจับพวกพ้องอ้ายอ่วมได้จำนวนมาก

คดีนี้ถือเป็นคดีโบแดงสมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์นำคณะผู้พิพากษาตุลาการไปตั้งศาลชำระความถึงกรุงเก่า จำเลยนอกจากอ้ายอ่วมและอ้ายโพ หัวหน้าใหญ่ ยังมีอ้ายชื่น อ้ายใหญ่ อ้ายธง อ้ายมาเจ้า อ้ายคง

จดหมายเหตุ จมื่นก่งศิลป์กล่าวว่า มีการประหารชีวิตด้วยการผ่าอก ตัดศีรษะอ้ายโพ อ้ายชื่นที่วัดชีตาเห็น บ้านปากไห่ เมื่อวันเสาร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 จ.ศ.1233 (21 ต.ค.2414)

ส่วนอ้ายอ่วม อ้ายคง อ้ายใหญ่ (พี่) อ้ายธง (น้อง) อ้ายมาเจ้า ประหารชีวิตด้วยการตัดกลางตัว ออกเป็นท่อนๆ ส่วนลูกน้องอีก 9 คน ใช้วิธีฟันคอ เมื่อวันจันทร์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย (13 พ.ย.2414)

ส่วนลูกน้องอ้ายอ่วม อีก 11 คน ให้ประหารชีวิตที่ริมเพนียด

อีก 31 คนส่งเข้าคุก และให้ไปเป็นทหาร เมื่อวันจันทร์ขึ้น 8 ค่ำ เดือนอ้าย (20 พ.ย.2414)

ในช่วงเวลาชำระคดี อ้ายอ่วม อกโรย นี่เอง ที่พวกข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ได้สืบทราบว่า หลวงบรรเทาทุกข์ หรือนายช้าง อดีตนักเลงโตบ้านลานเท และเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่นั้น

แท้จริงแล้วเป็นหัวหน้าโจรใหญ่กว่าใคร คอยทำหน้าที่บงการลูกน้อง ให้ไปปล้นสะดมนอกเขตปกครองของตัวเอง

ข้อกล่าวหานี้แน่นหนา มีพยานซึ่งเป็นลูกน้องโจรที่ถูกจับได้หลายคนซัดทอด โปรด เกล้าฯให้ข้าหลวงชำระ ก็ได้ความตามจริงทุกประการ โทษของหลวงบรรเทาทุกข์ หรือนายช้างสิ้นสุดลงด้วยการประหารชีวิต

ชำระคดีหลวงบรรเทาทุกข์แล้ว เวลาต่อมาก็มีการชำระคดีขุนโลกจับ เมืองพยุหคีรี และคดี หลวงศรีมงคล เมืองอ่างทอง เฉพาะหลวงมงคล เมืองอ่างทองนั้น ถูกวางตัวเป็นมือขวาในการจับโจรผู้ร้ายของเจ้าเมือง และคนโปรดปรานของกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ สมุหเทศาภิบาล

ในชั้นแรก กรมขุนมรุพงษ์ ไม่ทรงเชื่อ แต่เมื่อไต่สวนแล้วพบความจริง ถึงกับออกพระ โอษฐ์ว่า “วิธีเลี้ยงขโมยให้จับขโมยนั้น ใช้ไม่ได้”.

OบารายO

โหวตข่าวนี้