advertisement

ชาวนาวันหยุดปฏิวัติ!ผืนนา

โดย 20 พ.ค. 2556 05:00

เราท่องกันอย่างขึ้นใจในชั้นเรียนว่า “ชาวนาคือ กระดูกสันหลังของชาติ” นั่นเพราะคนไทยรับรู้กันมายาวนานว่า “ข้าว” เป็น “หัวใจ” ของประเทศและเป็นสินค้าอันดับหนึ่งที่สำคัญมากในตลาดโลก

หากในความจริงแล้ว กระดูกสันหลังของชาติในวันนี้กำลังหมดรุ่นสูญหายไป เหตุเพราะสังคมพึ่งพาทุนทำให้ที่นาเปลี่ยนมือ...“ชาวนาตัวจริง” กลายเป็นแค่...“คนรับจ้างทำนา”

หนำซ้ำอาชีพนี้กำลังถูกแทนที่ด้วยแรงงานต่างชาติ ด้วยเพราะคนรุ่นใหม่คิดว่าการทำนาเป็นเรื่องยาก เหนื่อยเกินไปแถมได้ค่าตอบแทนน้อย และช้า หนี้สินก็พะรุงพะรัง จึงเลือกที่จะหันเข้าหาระบบแรงงาน

เหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จากผลการสำรวจระดับชาติ  “คนไทยมอนิเตอร์” ประจำปี  2555 ที่พบว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านรายได้ ทรัพย์สินและหนี้สินที่ไม่พอกับค่าใช้จ่าย การทำงานก็ไม่มั่นคงสวนทางกับค่าครองชีพที่ทะยานตัวสูงขึ้น สุขภาพก็ถดถอย ความสุขก็ลดน้อยจากการไม่มีเวลาให้กับครอบครัว

แม้การดำรงชีวิตของคนไทยดูเหมือนจะยากลำบากมากขึ้นหากความหวังยังไม่หมดไป เพราะผลสำรวจยังพบความตื่นตัวและความพยายามที่จะสร้างบทบาทการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นโดยพบว่า มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนและสภาพแวดล้อมในชุมชนถึงร้อยละ 50

เช่นเดียวกับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมองเห็นคุณค่าของดิน น้ำ ข้าว เห็นภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่ถูกทอดทิ้ง เห็นช่องทางเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดีจากการทำนา อาชีพที่พวกเขาเห็นว่ามีอิสระ และมีความมั่นคงมากกว่าการเป็นลูกจ้างในโรงงานหรือทำงานโก้ในบริษัทเสียอีก

คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า... “ชาวนาวันหยุด”

ชาวนารุ่นใหม่กลุ่มนี้เริ่มต้นที่ใช้เวลาใน “วันหยุด” ออกมาสัมผัสธรรมชาติ ท้องนา ทุ่งหญ้า เรียนรู้ระบบนิเวศ และภูมิปัญญาที่ตกทอดประยุกต์และประสานเข้ากับองค์ความรู้สากล กลายเป็นการทำนาแบบร่วมสมัย

แนวคิดนี้เกิดจาก สุภชัย ปิติวุฒิ คนรุ่นใหม่ที่ในวันจันทร์-ศุกร์ รับ หน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการขายเขตเหนือบนโซน 1 สำนักงานขายภาคเหนือบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ในวันหยุด เขาเปลี่ยนสถานะไปเป็นชาวนา ไปศึกษาการปลูกข้าวจนบรรลุ และสร้างเครือข่ายกระจายความรู้ไปสู่คนที่คิดเหมือนกัน

“ที่เห็นคือชาวนาส่วนใหญ่เป็นอาชีพที่เป็นมรดกตกทอด แต่เมื่อสังคม เศรษฐกิจ สภาวะโลกเปลี่ยนไปโลกร้อนขึ้น น้ำขาดแคลน ทำให้คนทำนาน้อยลงพอๆกับพื้นที่ทำนา แต่มันกลับสวนทางกับความต้องการข้าวที่เพิ่มมากขึ้น ชาวนายังต้องผลิตข้าวแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านอีก ทำให้ผมคิดว่าแล้วความมั่นคงทางด้านอาหาร เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร เราจะใช้ชีวิตเป็นแค่คนกินข้าว นั่งดูชาวนาไทยถดถอยย่ำแย่ได้ยังไง”

อีกประการหนึ่ง คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมชาวนาไทยถึงต้องยากจน?

ด้วยงานที่ต้องพบปะคลุกคลีกับพี่น้องชาวนา ทำให้ยิ่งอยากทำให้อาชีพชาวนาอยู่ได้อย่างองอาจ ขณะเดียวกันก็ต้องการเพิ่มปริมาณชาวนารุ่นใหม่ให้เพิ่มมากขึ้นด้วย สุภชัยจึงทุ่มเวลาให้กับการศึกษาวิธีการทำนาจากชาวนาตัว จริงทั่วประเทศ โดยเฉพาะ “ลุงวี”...ทวี คุ้มรักษา ชาวนาแห่งลาดหลุมแก้ว และยังศึกษาการทำนาของประเทศต่างๆผ่านทางอินเตอร์เน็ตอีกด้วย

ใช้เวลาถึง 7 ปี สะสมความรู้ จนสามารถบูรณาการองค์ความรู้สากลมาสู่การปฏิบัติจริง โดยนำมาประยุกต์รวมระหว่างการทำนาแบบไทยๆ

บวกกับระบบการปลูกข้าวต้นเดี่ยวของอินเดีย (System of Rice Intensification-SRI) ระบบเปียกสลับแห้งของฟิลิปปินส์ (Alternate Wetting and Drying-AWD) และการปลูกข้าวแบบไต้หวันที่มีวิธีการทำนาที่ได้ผลผลิตมาก ใช้น้ำน้อย โดยมีการนำเทคโนโลยีง่ายๆมาใช้

เขาเรียกวิธีการนี้ว่า “แกล้งข้าว” หรือเรียกเต็มๆว่า “เปียกสลับเเห้งแกล้งข้าว”

“ข้าวไม่ใช่พืชน้ำแต่เป็นพืชที่ทนน้ำขัง การทำนาแบบเปียกสลับแห้งจะทำให้ข้าวแตกกอ แตกรากได้อย่างเต็มที่ แข็งแรงพอที่จะป้องกันโรคได้ด้วยตัวเอง ยิ่งไม่มีน้ำขังโรคก็ไม่มา แรงงานไม่ต้องใช้มากเพราะนาไม่หล่ม ไม่มีโคลนลึกที่ดึงขาแทบไม่ขึ้นเมื่อย่ำลงไปในผืนนา ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากทำนา”

วิธีการคือ แทนที่จะปลูกข้าวแบบแช่น้ำเพราะต้องการควบคุมวัชพืชแต่ผลที่ได้กลับไม่คุ้ม ข้าวกลับแตกกอน้อย เกิดนาหล่ม อ่อนแอต่อโรค ถูกแมลงโจมตีง่าย จึงต้องป้อนปุ๋ย ให้ยา เติมฮอร์โมนกลายเป็นต้นทุนการผลิตที่สูง สุขภาพเกษตรกรเองก็แย่ลง...เปลี่ยนมาเป็นให้ธรรมชาติ ดิน น้ำ อากาศ แสงเเดด ระบบนิเวศทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยมี “ท่อแกล้งข้าว” เป็นอาวุธสำคัญ

“ท่อแกล้งข้าว” ที่ว่านี้ เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือวิจัยน้ำเข้าใจดิน ที่ลงทุนเพียง 20 บาท ทำจากท่อพีวีซี 4 นิ้ว สูง 25 ซม. เจาะรูโดยรอบ 40 รู นำไปฝังลงในนาข้าวแล้วควักดินด้านในออกเพื่อให้น้ำไหลซึมเข้าไป จากท่อนี้ชาวนาจะเห็นระดับน้ำใต้ดินที่เป็นตัวตัดสินว่าจะปล่อยน้ำเข้านาในเวลาไหน หรือควรจะปล่อยให้แห้ง จนถึงเวลาใด

“หากต่ำกว่าระดับไปมากกว่า 15 เซนติเมตร ก็ปล่อยน้ำเข้านาแต่ถ้ายังไม่ถึงขนาดนั้นก็ปล่อยให้นาแห้งไป นาที่แห้งจนดินแตก เป็นการฝึกข้าวให้อดทน แข็งแรง ช่วยทำให้รากข้าวเจริญเติบโตได้ดีขึ้นรู้จักหา อาหารได้เก่งขึ้น วิธีนี้ช่วยทำให้ไม่สิ้นเปลืองสูบน้ำเข้านาเกินความจำเป็น ช่วยลดโลกร้อน ช่วยป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แก้ปัญหานาหล่ม ลงนาแล้วขาไม่เปื้อนโคลนและต้นข้าวไม่ล้มตอนเก็บเกี่ยวอีกต่างหาก”

ส่วน “แหนแดง” ที่หว่านลงไปในนาข้าวที่ปักดำแล้ว 7-15 วันนั้นจะทำหน้าที่คลุมหน้าดินป้องกันวัชพืชขึ้นหลังปักดำ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า และยังเป็นปุ๋ยในตัว...ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการใช้ “เป็ด” มาเป็นตัวช่วยแกล้งอีกด้วย

“ตอนเช้าเราจะปล่อยเป็ดเข้าไปหาอาหารกินในนาอย่างพวกหอยเชอรี่ หนอน หรือศัตรูพืชอื่นๆ การที่เป็ดไปไซ้ไปขุดไปทึ้งต้นข้าว ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ข้าวแข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกันศัตรูพืชเหล่านั้นก็เป็นอาหารเป็ดที่ดี เป็ดก็แข็งแรง ไข่แดง และไข่ดกดีด้วย”

นอกจากนั้นแล้วเพื่อให้การทำนาเป็นเรื่องง่ายขึ้น สุภชัยยังออกแบบระบบการทำนาให้ง่ายสะดวก และร่วมสมัยมากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ร่วมกับการทำงานเป็น “ทีม” ในรูปแบบ “ลงแขก” ทั้งลงแขกเพาะกล้า ลงแขกดำนา ลงแขกแถกหญ้า ลงแขกเลี้ยงเป็ด ลงแขกเกี่ยวข้าวแบบร่วมสมัย

เมื่อการทำนาเป็นเรื่องง่ายขึ้น อีกทั้ง ผลผลิตที่ได้ยังพอกพูนอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดที่นาบางแห่งมีผลผลิตมากถึงไร่ละ 1.4 ตันสามารถทำกำไรได้ตันละ 1 หมื่นบาทในขณะที่ต้นทุนลดลง ได้มีชีวิตอิสระ ได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้นทั้งยังได้ดูแลสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดสนใจของคนยุคนี้อย่างยิ่ง

ยิ่งผนวกกับวิธีการกระจายความรู้ผ่านออนไลน์ด้วยช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วยแล้ว กลุ่มก้อนของชาวนาวันหยุดจึงขยายตัววงกว้างไปสู่คนรุ่นต่างๆ ตั้งแต่วัยกระเตาะ วัยรุ่น ไปจนถึงมนุษย์เงินเดือนหลากหลายอาชีพ นับตั้งแต่พนักงานแบงก์ วิศวกร หมอ ครู ตำรวจ พยาบาล ฯลฯ ที่มีไม่น้อยที่มุ่งมั่นว่า “อยากเป็นชาวนามืออาชีพ” แม้จะยังไม่มีที่นาเป็นของตัวเองก็ตาม...

ข้อสำคัญของ “ชาวนาวันหยุด”...“อย่าไปคิดครอบครอง เพราะจะเป็นอุปสรรคแรกของการทำนา แม้จะไม่มีนาเป็นของตัวเองก็ลงไปทำนาได้ เราต้องก้าวข้ามให้พ้นจากกับดักความคิดของตัวเองเสียก่อน ต้องเปลี่ยนทัศนคติ มีความเชื่อมั่นในธรรมชาติ ในศักยภาพต้นข้าว และศักยภาพอาชีพชาวนา”.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement