advertisement

ประเพณีปักธงชัย

โดย บาราย 18 ส.ค. 2556 05:00

ประเพณีปักธงชัย ที่อำเภอนครไทย พิษณุโลก ทำต่อเนื่องกันมากว่าร้อยปี เมื่อย่างเข้าเดือน 12 เดิมคนโบราณทำกันทุกวัน ก่อนวัน 12 ค่ำ แต่ปัจจุบัน ทำกันในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12

จารีต เชาว์ขุนทด เขียนไว้ในหนังสือ ชุด ฮีตฮอยเฮา พิมพ์โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติว่าจุดที่ใช้ “ปักธงชัย” มีสามแห่ง อยู่ในเทือกเขาช้างล้วง

ตำนานการปักธงชัย ผู้เฒ่าชาวนครไทยเล่าให้ลูกหลานฟัง สองเรื่อง

เรื่องแรก นายสงวน สุทธายศ เล่าว่า นครไทยแต่เดิมคือเมืองบางยาง ไม่แน่ว่าเจ้าของแผ่นดินจะเป็น ขอม มอญ ละว้า หรือยาง เมื่อพ่อขุนบางกลางหาว เคลื่อนทัพผ่านเขาสามหมื่นเข้ามาโจมตี

ทัพเจ้าถิ่นสู้ไม่ได้ ถอยหนีไปจนถึงเขาช้างล้วง...จุดนี้เป็นเขตแห่งชัยชนะ พ่อขุนบางกลางหาวทรงใช้ผ้าขาวม้ารัดพระองค์ ออกมาผูกกับปลายไม้ ปักไว้บนชะง่อนหิน ลูกหลานเรียกกันต่อมาว่า เขาย่านชัย ต่อมาเพี้ยนเป็น ย่านไฮ หรือยั่นไฮ

“พ่อขุนบางกลางหาว สั่งให้เอาธงผ้าไปปักไว้ ที่เขาย่านไฮทุกปี ลูกหลานคนใดไม่ปฏิบัติตาม จะต้องเป็นไป” พ่อเฒ่าว่า

ตำนานที่สอง...ผู้เฒ่านครไทยเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเขาช้างล้วง มีคนปักธงสีขาวไว้เป็นเครื่องหมาย ยักษ์ตนหนึ่งนับถือพระพุทธเจ้า ก็ตามมาเฝ้า เฝ้าอยู่นานจนเหลือหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมา เห็นธงสีขาว ก็คิดว่าพระพุทธเจ้ายังอยู่ ยักษ์ก็นอนหลับต่อ

ธงสีขาว จึงเป็นภาระของชาวบ้าน ที่จะต้องหามาปักไว้ หากไม่ปักไว้ กลัวกันว่าเมื่อยักษ์ตื่นก็จะมากินคน

จะด้วยความเชื่อตำนาน หนึ่ง หรือตำนาน สอง หรือเชื่อทั้งสองตำนาน ข้อตรงกันก็คือ ทุกปีชาวบ้านจะต้องปักธงสีขาวไว้บนยอดเขา

ส่วนปักไว้แล้ว จะนึกถึงเขตแดนแห่งชัยชนะ ของพ่อขุนบางกลางหาว...ซึ่งต่อมาก็คือพระร่วงเมืองสุโขทัย หรือจะปักไว้ เพราะกลัวยักษ์จะตื่นขึ้นมากินชาวบ้าน...เป็นเรื่องของลูกหลาน จะเลือกเชื่อเอา

จึงมีประเพณีที่สืบทอดกันมา...หลายชั่วอายุคน ค่ำคืนก่อน วันเทศกาลปักธง...พระภิกษุจากวัดเหนือ(วัดหน้าพระธาตุ) วัดกลาง และวัดหัวร้อง จะเริ่มออกบิณฑบาตฝ้าย พระบางรูปก็ตะโกนเตือนเสียงดังแหวกความมืด “โยมเอ๊ย มาใส่บาตรฝ้าย”

ชาวบ้านเก็บฝ้ายใส่กระทอแขวนไว้หน้าบ้านคอยพระอยู่แล้ว ได้ฝ้ายมากพอ พระจะนำไปรวมไว้ที่บ้านผู้อาวุโสและอยู่ใกล้วัด

กระบวนการทำธง เริ่มต้นตั้งแต่หีบฝ้ายเอาเมล็ดออกมา ดีดฝ้ายให้ขยายตัวเป็นปุย เข็นฝ้าย (ปั่นฝ้าย) ด้วยหลา (ไน) จนฝ้ายกลายมาเป็นเส้นด้าย แล้วการทอผ้าเป็นผืนธงสีขาว จำนวนสามผืน...จึงเริ่มขึ้น

ได้ธงสีขาว...ตามความต้องการ ชาวบ้านก็จะกลับบ้าน เตรียมอาหาร สำหรับวันรุ่งขึ้น วันปักธง

6 โมงเช้า ชาวบ้านรวมทั้งพระสงฆ์ จะรวมตัวกันเป็นขบวนใหญ่ พร้อมกันแล้วก็เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปเขาช้างล้วง ระยะทางราว 6 กม. ถึงเชิงเขาพักเอาแรงเล็กน้อย ก็เริ่มปีนขึ้นเขา

5 โมงเช้า ถึงจุดแรก เขาฉันเพล...เหตุที่เรียกเขาฉันเพล ก็เพราะบริเวณนี้มีถ้ำ ใช้เป็นที่นิมนต์พระฉันอาหารเพล

ถ้ำถ้ำนี้ มีเรื่องเล่า แบบเมืองลับแล...ในถ้ำมีภาชนะใส่อาหารของชาวลับแลไว้ให้ใช้...แต่ตอนนี้ ชาวลับแลไม่ยอมให้ใช้แล้ว เพราะชาวบ้านบางคนนิสัยไม่ดี ยืมถ้วยโถโอชามไปแล้ว ไม่ยอมมาคืน

ผู้เฒ่ารุ่นปู่ย่าตาทวด เชื่อเรื่องนี้มาก เล่าแถมว่า หลายครั้งก็ได้ยินเสียงมโหรี ปี่ฆ้อง ดังประโคมออกมา

พระฉันเพลเสร็จ ก็ถึงเวลาของชาวบ้าน กินกันอิ่มหนำ ก็เริ่มพิธีปักธง บนชะง่อนหิน จุดแรก จุดนี้ เป็นหน้าที่รับผิดชอบของชาวบ้านเหนือ

เสร็จแล้ว ก็เคลื่อนขบวน ไปอีกราว 500 เมตร ก็ถึงจุดที่สอง เขาย่านไฮ เป็นหน้าที่ของชาวบ้าน...บ้านในเมือง

จุดปักธงที่สาม เขาช้างล้วง เป็นหน้าที่ชาวบ้านหัวร้อง...อยู่ห่างจุดเขาย่านไฮ ไปอีกราว 800 เมตร จุดปักธงนี้สูงที่สุด...แต่ชาวบ้านหัวร้องก็ไม่เคยทำให้เสียชื่อหมู่บ้าน...มุ่งมั่นปีนป่ายปักธงได้ เรียบร้อย สวยงาม...ทุกปี

ทันที ที่สามธงฝ้ายสีขาว ปลิวไสว ไปตามแรงลม...ก็ถือว่า เทศกาลปักธงสิ้นสุด...เสียงโหวต...สูงต่ำขับขานลำลำเพลง กังวานวังเวงไปทั่วขุนเขา

ถึงวันนี้ ประเพณีปักธงชัย มีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ก่อนเริ่มขบวนต้องมีพิธีบวงสรวง หน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนบางกลางหาว...มีการประกวดผืนธงผ้าขาว ประกวดขบวนแห่หมู่บ้าน ประกวดธิดาพ่อขุนบางกลางหาว และที่ตื่นเต้นเร้าใจ คือการประกวดพิชิตเขาล้วง

แต่ไม่ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน ประเพณีที่สืบสานประวัติศาสตร์อันยาวนานของนครไทย...ก็ยังคงปักธงชัย...มั่นคงอยู่ในใจชาวนครไทยอยู่เช่นเดิม.

OบารายO

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement