advertisement

เทพสมมติ

โดย กิเลน ประลองเชิง 29 พ.ย. 2556 05:00

หนังสือ รอยสรวล สมเด็จพระสังฆราช ประมุขสงฆ์องค์ที่ 19 ของคนไทย (ส.สุทธิพันธ์ เรียบเรียง สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์) บทที่ 2 สองราชาแห่งสยามประเทศ มีเรื่องต่อไปนี้

ปี 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวช ได้ฉายา ภูมิพโลภิกขุ เป็นพระนวกะวัดบวรนิเวศ มีพระโสภณคณาภรณ์ เป็นพระอภิบาล

เพื่อนพระนวกะรุ่นนั้น หลวงพ่อเพิ่ม วัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน นครราชสีมา เล่าถึงความประทับใจที่ท่านมักถ่ายทอดให้ใครต่อใคร ได้ฟัง

ในหลวง ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า เมื่อทรงผนวชแล้ว จะไม่ทรงเป็น “ในหลวง” จะทรงเป็นพระภิกษุธรรมดา

แต่เมื่อทรงเสด็จออกจากพระตำหนักทรงพรต ไปทำวัตรสวดมนต์ ก็จะมีการปูลาดพระบาท มีการกั้นพระเศวตฉัตร ตลอดจนเครื่องประกอบพระอิสริยศักดิ์อื่นๆ

อีกทั้งยังมีประชาชนมากมาย ผลัดเปลี่ยนแวะเวียนกันมารับเสด็จ เหมือนเมื่อทรงเป็นในหลวง

หลวงพ่อเพิ่มเล่าว่า ทรงมีพระประสงค์ จะบิณฑบาตแบบภิกษุธรรมดา

แต่เมื่อทรงผนวชแล้วหลายวัน ก็ยังเป็นพระภิกษุธรรมดาไม่ได้ ทรงปรารภกับ พระโสภณคณาภรณ์ พระอภิบาล แล้วเรื่องที่ทรงปรารภ ก็ไปถึง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

สุดท้าย พระโศภณคณาภรณ์ และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็กราบบังคมทูลนิมนต์ พระภูมิพโลภิกขุ นำความไปเรียนปรึกษา กับพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ

และครั้งนั้น นั่นเอง...เจ้าคุณพระพรหมมุนี ได้ถวายวิสัชนาว่า

สัจจะ คือความจริง มีอยู่ 2 ชั้น 1 สมมติสัจจะ คือ จริงโดยสมมติ 2 ปรมัตถสัจจะ คือ จริงโดยไม่ต้องสมมติ คือมันเป็นความจริงของมันเอง เช่นสมมติให้เป็นนั่น สมมติให้เป็นนี่

สมุดข่อย ถ้าอยู่เป็นใบข่อยตามปกติ ก็ยังไม่เป็นรัฐธรรมนูญ

ที่ปักกั้นเขตแดนต่างๆ ระหว่างประเทศ บางทีเอาไม้ไปกั้นนิดเดียว ก็ถือว่าเป็นเขตแดนของประเทศนั้น ประเทศนี้

ใครไปล่วงล้ำก็ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นอาณาจักร เป็นเขตของประเทศ

ซึ่งจริงๆแล้ว แผ่นดินที่ปูอยู่ ก็เป็นผืนเดียวกันทั้งหมด แต่เมื่อสมมติกันแล้ว ก็กลายเป็นเขตที่มีรอยต่อ มีเจ้าของ

นอกจากสมมติดินแล้ว ก็ยังมีการสมมติน้ำ สมมติฟ้า น่านน้ำ  น่านฟ้าของประเทศนั้นประเทศนี้

คนเรานี้ก็เหมือนกัน ก็มีการสมมติ เช่นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ถือว่าเป็นสมมติเทพ

ดังนั้น เมื่อทรงผนวชแล้ว ก็ยังเป็นสมมติเทพอยู่ จึงต้องยอมรับตามนี้ นี่เรียกว่าสมมติสัจจะ

อีกอย่างหนึ่ง คือปรมัตถสัจจะ คือจริงโดยไม่ต้องสมมติ ทุกสิ่งทุกอย่างมีความจริงในตัวของมันเอง

ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร ตอนหนึ่ง “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็ย่อมดับไปเป็นธรรมดา ทั้งหมดเป็นเรื่องธรรมดา”

หลวงพ่อเพิ่ม เล่าว่า ธรรมะจากโอวาทของเจ้าคุณพระพรหมมุนี ครั้งนั้น เป็นธรรมะขั้นสูง ที่หลวงพ่อเองนำมาใช้ในปัจจุบัน ทำให้ได้หันมามองความจริง อีกขั้น คือ ไม่ควร...ยึดติดกับสิ่งอันเป็นสิ่งสมมติทั้งหลายทั้งปวง

มีเรื่องเล่าต่ออีกว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ แม้จะทรงได้ชื่อว่า เป็นพระอภิบาลในภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า เป็นพระอาจารย์ สมเด็จท่านก็ทรงปฏิเสธเสมอๆว่า

ถ้าเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ถือว่าเราทำถวายท่าน ไม่ได้อยู่เหนือท่าน ถ้าใครถือตัวว่าเป็นอาจารย์ท่าน ก็แสดงว่าอยู่เหนือท่าน เราจะไปถือตัวว่าใหญ่กว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้

เรื่องเล่าเรื่องนี้ ชี้ให้คิดสองสถาน สถานแรก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงยอมรับสมมติ และทรงเคารพสมมติ สะท้อนถึงความถ่อมตน

สถานที่สอง การไม่ยึดติดสมมติ เป็นธรรมะสูงขึ้นไปอีกขั้น... สมมติสัจจะ สิ่งใดมีความเกิดเป็นธรรมดา และก็ต้องมีความดับเป็นธรรมดา... ความเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นนิรันดร์ เมื่อกาลเวลาและเหตุปัจจัยเปลี่ยนไป ก็เปลี่ยนสมมติได้เช่นกัน

โลกเราสุขสงบได้ หากมวลมหาประชาชน รู้จักใช้สมมติให้เป็น.

 

กิเลน ประลองเชิง

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement